
พื้นที่สุสานกุโบร์ท่ายาง ตำบลนาทับ อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา เป็นสมบัติสาธารณะที่คนไทยมุสลิมและคนไทยพุทธ ใช้ร่วมกันและมาทำบุญทุกปี สะท้อนความเป็นพหุวัฒนธรรมของสงขลา
วะฮาหลิม ดนนุ้ย อายุ 64 ปี บ้านอยู่ใกล้กูโบร์ ให้ข้อมูลกับคณะวิจัยว่า “แต่ก่อนบ้านท่ายาง บ้านปากบาง บ้านคลองข่ามาฝังที่นี่ด้วยปัจจุบันบ้านท่ายางอย่างเดียวยังฝัง…คนแขกขึ้น 15 ค่ำเดือน 6 จะทำบุญกูโบร์…ส่วนคนไทยบ้านท่าวัด(เตาอิฐ)กับบ้านโหล๊ะ ทำบุญที่นี่ตรงกับวันแรม 15 ค่ำเดือน 6…ทำบุญแยกกัน…”
ล่าสุดทาง เพจ Beach For Life Thailand ได้นำเสนอข้อมูลว่า พื้นที่นี้มีเอกสาร นสล แต่ปัจจุบันกลับถูกเอกชนสองรายออกโฉนดทับจำนวนสามแปลง พี่น้องในพื้นที่ได้ทำหนังสือให้หน่วยงานราชการเข้ามาตรวจสอบแต่ยังไม่ได้รับการแก้ไขใดๆ อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมในโพสของทางเพจ https://www.facebook.com/share/p/184jMXFRRW/
https://www.facebook.com/share/p/19QSqX1TxC
ปัญหาการพัฒนาของรัฐที่ทำลายสุสานในลักษณะนี้เคยเกิดขึ้นมาแล้วในพื้นที่อำเภอสิงหนคร จังหวัดสงขลาบ้านเรา ก่อนการสร้างท่าเรือน้ำลึกที่ปากทะเลสาบสงขลา
เมื่อปีที่ผ่านมาวันอังคารที่ 18 มีนาคม 2568 คณะทำงานซึ่งประกอบด้วยผู้เขียน คุณสุรเชษฐ์ แก้วสกุล และคุณจันทรัสม์ จันทรทิพรักษ์ ได้เก็บข้อมูลโครงการ เรขศิลป์นิเวศวัฒนธรรมมุสลิมลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา
The Graphic Art of Muslim Cultural Ecology of Songkhla Lake Basin สนับสนุนโดยกองทุนส่งเสริมศิลปะร่วมสมัย สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย กระทรวงวัฒนธรรม ประจำปีงบประมาณ 2568 ที่กุโบร์ท่ายาง
จากการสำรวจพบว่า หลุมฝังศพมีคุณค่าด้านคติชนวิทยาและศิลปะ เช่น ไม้แลสัน (สัญลักษณ์บนหลุมฝังศพ) และรอ (การก่อสร้างบนหลุม) มีงานศิลปะและจารึกที่มีคุณค่าต่อการศึกษา มีทั้งจารึกภาษาอาหรับ ภาษามลายูอักษรยาวีและภาษาไทย อักษรไทย ปรากฎอยู่จำนวหนึ่ง ในโพสนี้ขอยกมานำเสนอจำนวนหนึ่งจารึก คือ
จารึกบนไม้แลสันที่ทำจากดินเผา รูปทรงใบเสมา มีลวดลายพรรณพฤกษาประดับอยู่ตรงกลาง ปรากฎจารึกภาษาไทย อักษรไทย ซึ่งอ่านจารึกโดยคุณสุรเชษฐ์ แก้วสกุล
ข้อความในจารึก
“…. วั ด ท ง ห วั ง . . เ มี อ ปี ระ กา ๐ ร ศ ๑ ๓ ๑ เส ร จ…” (ตรงกับ พ.ศ.2455 ต้นรัชกาลที่6)
.
ปริวรรต “….วัดทุ่งหวัง..เมื่อปีระกา รศ ๑๓๑ เสร็จ
.
จารึกบนไม้แลสันหลักนี้ตรงกับพ.ศ.2445 สมัยรัชกาลที่6หลังจากรัชกาลที่5เสด็จสวรรคต2ปี คือหลักฐานยืนยันถึงความเก่าแก่ของกุโบร์ท่ายาง ใช้ฝั่งร่างของผู้วายชนส์ สมัยรัชกาลที่6เป็นอย่างน้อย หรือในตำนานเรื่องเล่าของท้องถิ่นเชื่อว่าใช้ฝังมาตั้งแต่สมัยสงครามเก้าทัพ
กุโบร์ท่ายางจึงเป็นพื้นที่จิตวิญญาณและแหล่งรวมองค์ความรู้ ผู้เขียนจึงหวังว่าหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องในจังหวัดสงขลาจะเข้ามาตรวจสอบเรื่องนี้ให้เกิดความกระจ่าง
เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาการทำลายพื้นที่สุสานซ้ำรอยในพื้นจังหวัดสงขลาบ้านเรา ที่มาพร้อมกับการพัฒนาของรัฐ ที่ให้เอกชนและต่างชาติเข้ามาลงทุนเหมือนที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วอดีต….
.
(สามารถ สาเร็ม เขียนวันเสาร์ ที่5 สิงหาคม 2569)