
พระนิพพานโสตรฉบับสมบูรณ์นั้นมี 2 เล่มจบ เล่มที่ 1 ซึ่งเล่าเรื่องขณะพระพุทธเจ้ายังดำรงค์พระชนม์ไปจนปรินิพพานนั้นมักจะหายไป พบมากแต่เล่ม 2 ที่เริ่มเรื่องเมื่อถวายพระเพลิงพุทธสรีระแล้วพระเกษมเถระใช้อิทธิฤทธิ์เข้าไปขโมยพระเขี้ยวแก้วจากพระจิตรกาธานเอามาให้กษัตริย์เมืองนครป่าหมาก ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นของตำนานการเสด็จมายังหาดทรายแก้วของพระทันตธาตุ
พระนิพพานโสตรเล่มแรกอาจเกี่ยวข้องกับเมืองนครน้อยเกินไปจนไม่เป็นที่นิยมคัดลอก หรือเก็บรักษาให้ดีก็ได้ ต้นฉบับที่เก่าที่สุดที่สำรวจพบเขียนขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 1 และพบฉบับในราวรัชกาลที่ 4 – 5 อีก 3 ฉบับ ขณะที่เล่มที่ 2 นั้นพบหลายสิบฉบับ
พระนิพพานโสตรเล่มที่ 1 คัดสมัยรัชกาลที่ 1 มีข้อความระบุไว้ในคำกาพย์ตอนต้นว่า
๐ ข้าขอนมัสการ เรื่องพระญาณจะเขียนใหม่
ย่อมมีแต่ก่อนไกล พระบรมไตรไปนิฤพาน
๐ สมุดขาดบั้นท่อน ประสมกันพอแจ้งฉาน
ถ้อยคำมิชำนาญ ตามบูหรานท่านแต่งมา
๐ บัดนี้จักแต่งใหม่ ตามเรื่องในพระศาสดา
ผิดพลั้งไปข้างหน้า ท่านเมตตาช่วยซ่อมใส่
ผู้เขียนปรารภถึงต้นฉบับเติมที่เนื้อหาขาดหายไป และได้แต่งซ่อมเสริมส่วนที่ขาดหายไปนั้น ซึ่งอาจหมายถึงว่าพระนิพพานโสตรฉบับนี้เป็นพระนิพพานโสตรต้นฉบับ หรือคัดลอกมาจากเล่มต้นฉบับร่วมสมัย ซึ่งต่อมาจะเป็นต้นธารของพระนิพพานโสตรจำนวนมากที่คัดลอกไปทั่วภาคใต้ก็ได้
เรารู้ว่ามีต้นฉบับของตำนานพระบรมธาตุคำกาพย์ซึ่งแต่งขึ้นอย่างน้อยในสมัยอยุธยาตอนปลาย แล้วเมื่อเมืองนครเกิดความเปลี่ยนแปลงจากสงครามอยุธยา-พม่า ต้นฉบับของตำนานนี้ได้รับผลกระทบและไม่สมบูรณ์ กวีนิรนามสองคนได้เริ่มจากต้นฉบับที่ขาดชำรุดกระจัดกระจายนี้ คนนึงโดยอาศัยความช่วยเหลือของพระมหาวัดหน้าราหู ชำระเรียบเรียงขึ้นเป็นพระศรีธรรมาโศกกลอนสวด
ขณะที่กวีอีกคนหนึ่งได้ชำระเรียบเรียงเป็นพระนิพพานโสตร
ตำนานพระบรมธาตุคำกาพย์ทั้งสองเรื่องนี้ มีเนื้อหาและกระบวนกลอนร่วมกันมากโดยเฉพาะในพาร์ทของการสร้างพระบรมธาตุ ทำให้การนำเอาต้นฉบับของสองเรื่องนี้มาตีพิมพ์บางครั้งออกชื่อสลับกันหรือเข้าใจว่าเป็นเรื่องเดียวกัน หรือไม่เช่นนั้นก็ใช้ชื่ออื่นไปเลย อย่างไรก็ตามตำนานคำกาพย์ทั้งสองเล่มนี้ก็ต่างมีเนื้อหาที่ต่างคนต่างมีไม่เหมือนกัน เป็นรายละเอียดเฉพาะที่จำไว้เป็นข้อสังเกตได้เช่น พระศรีธรรมาโศกกลอนสวดไม่มีบทสรรเสริญเกียรติคุณของพระเจ้าศรีธรรมาโศกราชผู้สร้างพระบรมธาตุเหนือเมือง 12 นักษัตร และแจงชื่อเมืองทั้ง 12 นั้นอย่างละเอียด เป็นต้น
ส่วนที่น่าสนใจ และผมคิดว่าแต่งดี อยู่ในตอนต้น ๆ ของพระนิพพานโสตร ซึ่งไม่ปรากฏในพระศรีธรรมาโศกกลอนสวด สะท้อนว่าเรื่องนี้อาจไม่มีอยู่ในตำนานพระบรมธาตุคำกาพย์สมัยอยุธยาก็ได้ คือเหตุการณ์เมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จขึ้นโปรดพุทธมารดาบนสวรรค์
แต่ไม่ต้องสงสัยว่าคำกาพย์ที่ปรากฏอยู่นี้จะไม่ได้กลั่นออกมาจากความคิด ความเชื่อ ของคนนครที่สืบทอดกันมายาวนานกว่านั้น
เราจะพบเกร็ดเล็ก ๆ ในคำกาพย์ตอนนี้ที่สะท้อนความใต้ ๆ เช่น การออกนามพุทธมารดาซึ่งอยู่ในรูปเทพสตรีว่า แม่อยู่หัวเจ้า / แม่เจ้าอยู่หัว
เห็นไดอะล็อกน่าสนใจระหว่างพระอินทร์กับพุทธมารดา เมื่อพุทธมารดายังไม่แน่ใจว่าใช่โอรสของพระนางจริง ๆ หรือที่ตรัสเป็นพระศาสดาแล้วเสด็จขึ้นมาโปรด ก็ซักไซร้ว่าพระศาสดานั้นอยู่อย่างไรแน่ พระอินทร์ก็อุปรมาตอบ
ได้เห็นวิธีให้เหตุผลการเสด็จขึ้นมาของพระพุทธเจ้าว่า จะเอาธรรมะอันได้ตรัสรู้นั้นมาแสดงแทนคุณค่าน้ำนมของแม่ ซึ่งคำว่าค่าน้ำนมได้ถูกย้ำอยู่หลายครั้ง
ในเพียงแง่เล็ก ๆ นี้ก็แสดงความน่าสนใจของพระนิพพานโสตรในฐานะที่เก็บรวบรวมคติชน และความคิดอ่านของคนนครต่อพระพุทธศาสนา จนกระทั่งเมื่อไล่อ่านไปจนจบทั้งเรื่องก็จะพบคติชนระหว่างคนใต้กับพระบรมธาตุเมืองนครมากมาย ที่ในอนาคตข้างหน้าเราอาจทบทวนและมองพระนิพพานโสตรนี้ในฐานะมรดกความทรงจำของคนนคร หรือในฐานะของมหากาพย์ที่สำคัญเรื่องหนึ่งว่าด้วยสายสัมพันธ์ระหว่างผืนแผ่นดิน – มหาชน – มหาธาตุ และพุทธศาสนา
สำหรับวันนี้คัดฉากโปรดพุทธมารดามาแต่เฉพาะท่อนที่แต่งด้วยราพย์นคร หรือกาพย์ยานี ๑๑
๐ ปางเมื่อพระเป็นเจ้า ปิ่นปกเปล้าทั่วธรณี
โปรดสัตว์ในโลกีย์ ได้เจ็ดปีมีเมตตา
๐ พระเจ้าท้าวรำพึง สำนึกถึงคุณมารดา
ฟักฟูมอุ้มครรภา พระศาสดาเสด็จไป
๐ พระเจ้ารู้จักเหตุ ใดประเภทแต่หลังไซร้
สมเด็จพระเมตไตร ทราบพระทัยของพระองค์
๐ พระเจ้าเล็งเห็นแล้ว ซึ่งพระแก้วอันประสงค์
ว่าพระพุทธพงศ์ นฤพานแล้วเป็นมากหลาย
๐ ย่อมเป็นประเวณี โปรดชนนีผู้ฦๅสาย
นับมากกว่าเม็ดทราย ทั้งสี่สมุทรไตรตรา
.
๐ ครั้นถึงเจ็ดวันเข้า ขอพระเจ้าท้าวไคลคลา
ไปยังดาวดึงษา ตอบแทนคุณพระชนนี
๐ พระเจ้าดำริแล้ว จึงพระแก้วท้าวไคลคลี
ไปยังจอมคีรี พระสุเมรดังใจจง
๐ แล้วไปยังดึงษา สู่อินทราดังจำหนง
บัดนั้นพุระพุทธองค์ ก็ลุถึงยังตำบล
.
๐ บัดนั้นท้าวพันตา เห็นศาสดาร้องนิมนต์
พระเจ้าขึ้นมาบน เหตุสิ่งใดมีสักอัน
๐ เป็นภัพแก่อาตมา หมู่เทวามากอนันต์
จักได้ฟังรสธรรม์ ในสำนักพระชินสีห์
๐ นิมนต์พระตถา- คตเข้ามานั่งด้วยดี
เสมออาสน์แก้วมุนี แห่งตูขาผู้ศรัทธา
๐ อินทราคิดในใจ อาสน์นี้ไซร้ใหญ่คณนา
นับโยชน์โดยไตรตรา สิบห้าโยชน์โดยกำหนด
๐ สูงนั้นนับด้วยโยชน์ กว้างนั้นโสดใหญ่ปรากฏ
องค์พระตถาคต สูงแปดศอกงามประไพย
.
๐ จักนั่งเหนืออาสน์แก้ว ดูพรายแพร้วงามพ้นใจ
จะเล็งแลแต่ไกล มิได้เห็นพระพุทธองค์
๐ พระเจ้ารู้น้ำใจ แห่งท้าวไทยผู้จำหนง
พระเสด็จจึงนั่งลง เหนืออาสน์แก้วท้าวโกสีย์
๐ อาศน์แก้วอันใหญ่นัก พระจอมจักรนั่งด้วยดี
พระจำแลงซึ่งฤทธี งามสมดีพระศาสดา
.
๐ ใต้สาริกชาต งามสะอาดล้ำโลกา
รุ่งเรืองทั่วเวหา ดาวดึงษาสุราลัย
๐ พระเจ้าคิดรำพึง ดำริถึงพระทรามวัย
มารดาผู้เลิศไกร อยู่ถึงดาวดึงส์สวรรค์
๐ ไม่รู้ว่าตถา- คตขึ้นมาหาแจ่มจันทร์
แทนคุณพระทรงธรรม์ แห่งท่านท้าวอันมีคุณ
.
๐ แทนคุณค่าน้ำนม เป็นอุดมมากอาดุร
สมภารจะเพิ่มพุน นับได้เจ็ดอสงไขย
๐ กำไรแสนมหากัลป์ เกิดในครรภ์มารดาไท
น้ำนมเข้าป้อนไซร้ เลี้ยงลูกไว้ยากนักหนา
๐ ครานี้ตถาคต พ้นกำหนดเวียนไปมา
มิกลับเข้าครรภา แห่งแม่แล้วเป็นสำเร็จ
๐ อินทราแจ้งข้อความ ควรทำตามพระสรรเพชญ
มิช้า ธ เสด็จ ขึ้นยังดาวดึงษา
.
๐ ครั้นถึงเข้านั่งใกล้ แห่งท่านไท้ผู้ธิดา
กล่าวคำโดยสัจจา แก่ท่านท้าวผู้มารดร
๐ ว่าองค์พระศรีธาตุ บุตรนางนาถผู้บวร
เป็นพระแล้วโคจร ขึ้นมายังดาวดึงษา
๐ นิมนต์นั่งเหนืออาสน์ ใต้ริกชาตงามโสภา
ข้าน้อยจึงขึ้นมา เชิญมารดาผู้มีศรี
.
๐ ไปเอาค่าน้ำนม พระต้นกลมผู้ใจดี
ขอเชิญพระเทพี ไปบัดนี้ด้วยข้าพลัน
๐ เมื่อนั้นท้าวธิดา ถามอินทราโดยสำคัญ
ท้าวว่าลูกข้าอัน รูปทรงนั้นปูนปานใคร
๐ องค์เหมือนท้าวพันตา หมู่เทวาผู้ใด ๆ
รูปเจ้าจะคราวใคร ท่านบอกไปตามสัจจา
๐ เมื่อนั้นท้าวโกสีย์ ฟังคดีคำเทวา
ถามถึงพระศาสดา อันว่าข้าชื่อโกสีย์
.
๐ ครือปลวกอันต่ำต้อย งอกเล็กน้อยกลางชลธี
น้ำมากท่วมดีหลี ครือตัวข้าชื่อพันตา
๐ อันองค์พระชินสีห์ ลูกเทวีมีฤทธา
ได้ตรัสเป็นศาสดา ครือพระสุเมรุอันสูงสุด
๐ ยังเหมือนท้าวพรหมมา ชั้นวิมานเลิศล้ำอุตม์
เติบสูงอันมานุษย์ นับด้วยโยชนไตรตรา
๐ รูปโฉมอันงามสรรพ เครื่องประดับมากหนักหนา
แลเห็นเป็นขวัญตา ทั้งฤทธานั้นประเสริฐ
๐ ท้าวกล่าวถึงเอารส ตถาคตผู้ล้ำเลิศ
เป็นบุตรเราประเสริฐ ขึ้นมายังดาวดึงษา
.
๐ คิดจักแทนคุณไท พระทรามวัยผู้มารดา
สรรเสริญหน่อพุทธา ให้มารดาท่านท้าวฟัง
๐ ว่าท้าวมหาพรหม เป็นอุดมเทวารัง
จะเปรียบองค์พุทธัง ครือหิ่งห้อยอันแสงใส
๐ พระเจ้าท้าวประเสริฐ งามล้ำเลิศยิ่งภพไตร
รัศมีศรีสุกใส รุ่งเรืองไปครือสุริยา
๐ ข้างบนจนโลเกศ ตกลงเนตรบาดารถา
แปดทิศถึงจักรวาฬ์ เห็นรุ่งเรืองทั่วสากล
๐ เปรียบด้วยท้าวมหาพรหม ยังมิสมทุกชั้นบน
จะเปรียบด้วยทศพล ครือหิ่งห้อยเปรียบอัคคี
๐ หิ่งห้อยครือพรหมมา พระศาสดารุ่งเรืองศรี
ประดุจดั่งอัคคี เลี้ยงฝูงโลกสังสาร
๐ พระเจ้าผู้ได้ตรัส แก่สรรเพชญชุดาญาณ
รูปโฉมใครจักปาน บ่เปรียบด้วยพุทธองค์
.
๐ เชิญแม่อยู่หัวเจ้า ฟังข้าท้าวอันจำหนง
ไปยังพระยิ่งยง ผู้เป็นบุตรอันโสภา
๐ ไปเอาค่าน้ำนม พระบรมอย่าได้ช้า
พระเจ้าเอาธรรมา จะแทนคุณพระโฉมศรี
๐ อรทัยฟังพันตา อันสัจจากล่าววาที
พระทัยใจเปรมปรี มียินดีถึงพระองค์
๐ ท้าวไทจึงกระหยิบ เอาเครื่องทิพยมาทรง
บริวารห้อมล้อมองค์ ทรงเครื่องทิพยโกไสย
๐ นับแสนย่อมนับโกฏ ร้อยพันโสดงามพ้นใจ
ห้อมล้อมพระทรามวัย ลงมายังดาวดึงษา
.
๐ พระหัตถ์ท้าวทั้งสอง ชูเทียนทองเครื่องบูชา
มธุรสมากเหลือตรา ของบูชาพระพุทธองค์
๐ ครั้นท้าว ธ เสด็จมา บ่ได้ช้าโดยจำนง
ลุถึงพระพุทธพงศ์ ที่พระองค์อยู่อาศัย
๐ จึงพระผู้มีเดช ทอดพระเนตรเห็นแต่ไกล
ยอกรขึ้นด้วยไว ร้องเชิญไทยพระมารดา