
แดดบ่ายแผดจ้าแต่มีสายลมพัดแรงปะทะใบหน้า ระหว่างที่ผมขี่มอเตอร์ไซค์ลัดเลาะตามทางเส้นเล็กในตำบลสทิงหม้อ ผ่านดงมะม่วงเบาหนาแน่นและต้นโตนดสูงตระหง่านบนคันนา จุดหมายคือการตามหาวัตถุดิบขึ้นชื่อจากภูมิปัญญาการทำตาลโตนดบนคาบสมุทรสทิงพระ จังหวัดสงขลา
เมื่อถึงที่หมาย ผมพบคุณลุงนุ่งผ้าขาวม้าไม่สวมเสื้อ มีผ้าขาวม้าอีกผืนพาดบ่า ยืนรอต้อนรับด้วยรอยยิ้ม ท่านคือ “คุณลุงพล โชติศิริ” อายุ 69 ปี ผู้ขึ้นตาลขึ้นโหนดคนสุดท้ายของบ้านแม่ปรือ ตำบลสทิงหม้อ อำเภอสิงหนคร


ป้าสม โชติศิริ ภรรยาลุงพล โชติสิริ กำลังตักน้ำผึ้งโหนดหรือน้ำผึ้งเหลวใส่ขวด
ผมมาเพื่อหาวัตถุดิบวิถีตาลวิถีโหนด คือ น้ำผึ้งเหลว สำหรับใช้ประกอบอาหารท้องถิ่น ให้ทีมถ่ายทำสารคดีจากกรุงเทพฯ ในวันพรุ่งนี้ โดยมี ป้าสม ภรรยาของลุงมนทำหน้าที่บรรจุใส่ขวดขนาดหนึ่งลิตร จำหน่ายในราคา 100 บาท ซึ่งลูกค้าส่วนใหญ่เป็นคนในหมู่บ้านที่ซื้อไปรับประทานกับข้าวหรือจานข้าว

โรงเตาและเครื่องมือภูมิปัญญา
บทสนทนาดำเนินไปใต้โรงหลังคามุงจาก ซึ่งมีเตาเคี่ยวน้ำตาลหนึ่งเตา ในฐานะคนชอบเรียนรู้และบันทึกเรื่องราว ผมไม่พลาดที่จะเก็บข้อมูลอุปกรณ์สำคัญในโรงเตา ได้แก่

“ไม้ตักเคี่ยม” มีด้ามยาวทำจากไม้ไผ่ ตำแหน่งปลายสุดจะทำให้ลักษณะคล้ายจวัด โดยทุบไม้ไผ่ให้เป็นซี่ๆ แล้วนำใบไม้ชนิดหนึ่งมาสาน ใช้สำหรับตักไม้เคี่ยมที่ใส่ไว้ในกระบอกรองน้ำตาล เมื่อเทน้ำตาลลงในกระทะจะต้องตักไม้เคี่ยมออก



“กระบวย” ทำจากไม้ไผ่รูปทรงกระบอกและมีด้ามจับ ใช้สำหรับตักน้ำตาลหรือน้ำผึ้งเหลวหลังจากการเคี่ยวเสร็จสิ้น และไว้คนขณะเคี่ยวน้ำตาลในกระทะให้เป็นน้ำผึ้งเหลว

“บอกใส่น้ำตาล” กระบอกทำจากไม้ไผ่สำหรับใส่น้ำตาลที่ขึ้นไปขาดบนต้นโหนด(ต้นตาลโตนด)
“ฟืน” ใช้ทางต้นโหนดแห้งเป็นเชื้อเพลิงให้ความร้อน
ลุงพลเล่าด้วยน้ำเสียงที่เสียดายว่าไม่รู้ว่าจะต้องเลิกอาชีพนี้วันใด เนื่องจากอายุมากแล้วและลูกหลานไม่อยากให้ขึ้นต้นตาลต้นโหนด แต่เพราะไม่อยากอยู่เฉย ลุงมนจึงยังคงปีนวันละสิบต้นเป็นประจำ







การทำน้ำส้มโหนด
หลังพูดคุยใต้โรงเตา ลุงพลพาเดินมาดูไหงดินเผาที่ตั้งตากแดดอยู่ด้านข้าง มีกะลา (พรก) ครอบไว้ ภายในบรรจุน้ำส้มโหนด ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญในการทำแกงส้ม ต้มส้มและปลาดองน้ำส้ม ฯลฯ ของขึ้นชื่อของคาบสมุทรสทิงพระสงขลา การตั้งไหงตากแดดจะช่วยให้เปรี้ยวเร็ว ใช้เวลาประมาณครึ่งเดือน โดยลุงมนมีสูตรการทำดังนี้ วิธีเคี่ยว นำน้ำตาลสดมาเคี่ยวจนเป็นน้ำผึ้งเหลว ตักส่วยที่เหลวขึ้น และที่หนืดติดกระทะ เติมน้ำเปล่าสองลิตรลงไปกวน แล้วตักใส่ไหงโดยไม่ต้องใส่ไม้เคี่ยมลงไป ทิ้งไว้ครึ่งเดือนจนกลายเป็นน้ำส้มโหนด น้ำตาลเหลวที่หนืดติดกะทะสามารถตักใส่ในใบโหนดเรียกว่า “ตังเหม” เป็นขนมหวานเด็กๆ ชอบกิน ไหงที่หมักน้ำส้มโหนดที่ผมได้ชมนี้ใช้วิธีนี้ และอีกวิธีที่ทำได้เช่นกันแต่ลุงพลบอกว่าไม่เคยทำ คือ วิธีหมักจากน้ำตาลสด ใส่น้ำตาลสดลงในไหงพร้อมกับไม้เคี่ยม ทิ้งไว้ 3 วัน จะกลายเป็น “หวาก” (น้ำเมา) และเมื่อหมักต่ออีกครึ่งเดือนจึงกลายเป็นน้ำส้มโหนดลุงพลเปิดกะลาออกแล้วตักให้ผมชิม น้ำส้มโหนดนี้มีกลิ่นหอมละมุนไม่รุนแรง รสชาติเปรี้ยวกำลังดี
ก่อนกลับ ผมบอกลุงมนว่ามาจากบ้านควน ลุงพลอุทานด้วยความคุ้นเคยว่าเคยไปทั้งบ้านควนและบ้านแหลมโพธิ์ พร้อมเล่าว่าสมัยก่อนที่นั่นก็มีคนขึ้นตาลขึ้นโหนดเช่นกันแต่ต้นไม่สูงนัก ซึ่งความทรงจำนี้สอดคล้องกับเรื่องเล่าจากผู้สูงอายุในหมู่บ้านผมพอดิบพอดี
นี่คือการบันทึกเรื่องราวก่อนที่อาชีพนี้จะเลือนหายไป ณ บ้านแม่ปรือ ตำบลสทิงหม้อ อำเภอสิงหนคร จังหวัดสงขลา


ใบโหนดแห้ง ป้าสมจะนำนำมาทำ “วงน้ำผึ้งแว่” น้ำตาลเหลวจะถูกนำมาเคี้ยวจนหนืดแล้วตักใส่ในวงน้ำผึ้งเเว่นนี้เมื่อแห้งดีแล้วจะได้น้ำผึ้งเเว่น
เผยแพร่ครั้งแรกใน – https://www.facebook.com/share/p/1C2qg2h73D/