อัฐิของพระยารามราชท้ายน้ำไม่ได้อยู่ในเจดีย์องค์นี้

    เจดีย์ใหญ่ในวิหารธรรมศาลา ตั้งประชิดผนังหุ้มกลองทิศตะวันออกฝั่งในอาคาร ตรงข้ามชุกชีของพระธรรมศาลาพระพุทธรูปประธานของวิหาร ครั้งสุดท้ายที่ได้เข้าไปในวิหารเมื่อ 2557 จำได้ว่ามีป้ายกำหนดชื่อเจดีย์นี้ว่า เจดีย์สวรรค์ #เป็นที่ประดิษฐานอัฐิของพระยารามราชท้ายน้ำ เจ้านครที่สิ้นชีวิตในศึกโจรสลัดเมื่อ 2171 (ครูน้อม อุปรมัยว่า ข้าศึกรุกเข้ามาทางคลองท่าซัก เมืองนครออกไปตั้งแนวระวังตลอดคลองท่าซักลงมาถึงคูขวางชั้นใน ตั้งค่ายสองแห่งที่วัดชุมพูพน (ร้าง) กับที่บ้านหัวหมฺรอ
    การปะทะใหญ่เกิดในทุ่งหยาม ต่อเนื่องเป็นเวลาหลายวัน พระยารามราชท้ายน้ำสิ้นใจลงจากความเหนื่อยล้า จุดที่ท่านสิ้นชีวิตอยู่ทางทิศใต้ของวัดนาวงเดี๋ยวนี้ หลังโจรสลัดพ่ายกลับไป ได้นำศพมาพักที่บ้านหัวหมฺรอ ตั้งการศพที่หน้าเมือง แล้วนำอัฐิมาก่อเจดีย์บรรจุไว้ในวิหารธรรมศาลา)
.    ด้วยวีรกรรมของพระยารามราชท้ายน้ำนี้ เทศบาลนครจึงได้ตั้งชื่อซอยเชื่อมจากถนนพัฒนาการคูขวาง – วัดมุมป้อม ให้เป็นชื่อซอยรามราชท้ายน้ำ เพื่อเป็นการสดุดี
    นอกจากงานเขียนของครูน้อม อุปรมัย (ซึ่งเป็นปราชญ์เมืองนครคนสำคัญ ที่วางหลักฐานการศึกษาประวัติศาสตร์เมืองนครไว้จำนวนมาก) กับงานชั้นหลังที่ใช้งานค้นคว้าของครูน้อม อุปรมัย เป็นฐาน ผมไม่ค่อยเห็นงานที่กล่าวถึงเจดีย์นี้ด้วยข้อมูลจากแหล่งอื่น ๆ เท่าไหร่ จนซักสองปีก่อนได้อ่าน #หนังสือพระยาวรเดชศักดาวุธ (บรรดาศักดิ์ของ เจ้าพระยาบดินทรเดชานุชิตขณะนั้น) กราบบังคมทูลสมเด็จฯ กรมดำรง ลงวันที่ 22 ธันวา รศ 122 เกี่ยวกับเรื่องอัฐิต้นตระกูล ข้างท้ายเล่าเรื่องเจดีย์ในวิหารธรรมศาลา
    หนังสือนี้พิมพ์รวมอยู่ใน บันทึกประวัติ พลเอก เจ้าพระยาบดินทรเดชานุชิต (แย้ม ณนคร) พิมพ์ในการพระราชทานเพลิงศพ เมื่อ 27 กพ 2505 ตะก่อนคงหาอ่านค่อนข้างหายาก เดี๋ยวนี้มีไฟล์ดิจิตอลให้บริการจากหลายแหล่ง
เจ้าพระยาบดินทรเดชานุชิต กราบบังคมทูลกรมดำรงดังนี้
    วิหารพระธรรมศาลาในวัดพระธาตุ ท่านเจ้าพระยานคร (พัฒน) สร้างขึ้นไว้เคียงกับเจดีย์สินลา มีเจดีย์อยู่ในวิหารองค์หนึ่งเหมือนกับเจดีย์ในโบสถ์วัดท่าโพธิ์ เจดีย์วิหารพระธรรมศาลาชำรุดหักพังลง เมื่อสังขรณ์วัดพระธาตุครั้งนี้ได้รื้อดูเพียงเสมอพื้นวิหาร เห็นมีแต่ใบลานเก่าจารึกพระธรรมประจุไว้ในเจดีย์ ชั้นล่างลงไปถึงดินหาได้ขุดดูไม่ ทำพระเจดีย์ประจุใบลานไว้เหมือนอย่างเดิมแล้ว…”
    ที่ว่าสังขรณ์วัดพระธาตุครั้งนี้ น่าจะหมายถึงการซ่อมตั้งแต่ ทศวรรษที่ 2430 – 2440 ซึ่งริเริ่มโดยท่านปาน และสืบต่อมาโดยพระ ขุนนาง และเจ้านายอีกหลายผลัด
    จากข้อมูลนี้ เจดีย์องค์ที่เห็นปัจจุบัน เป็นงานช่างในคราวบูรณะวัดพระบรมธาตุเมื่อร้อยกว่าปีก่อน จากเจดีย์ที่มีอยู่ก่อนและทรุดโทรมลง ในการรื้อเจดีย์เก่าออกก็พบในลานพระธรรมบรรจุอยู่ภายใน และได้ใส่กลับคืนไปแล้ว
    มีบันทึกน่าสนใจอีกสองชิ้นเกี่ยวกับเจดีย์องค์นี้ คือ จดหมายระยะทางไปตรวจราชการแหลมมลายู 2445 ของกรมพระยานริศ ซึ่งน่าจะได้ทอดพระเนตรเห็นเจดีย์ที่ซ่อมเสร็จแล้ว ทรงให้รายละเอียดไว้ดังนี้
    “…แล้วขึ้นบนหน้ามุขธรรมศาลา มีพระทรงเครื่องชั้นเทริดยืนองค์หนึ่งสูงสุดผนัง มีประตูเข้าสองข้าง เข้าไปในนั้นมีพระเจ้า 5 พระองค์ พระประธานองค์กลางใหญ่มาก องค์ย่อมอยู่ข้าง ข้างละสององค์ซ้อนกัน ได้ซ่อมแซมไว้ค่อนข้างเรียบร้อยมาก ท่านปานเปนผู้ทำ ด้านอุดหน้าข้างในมีพระเจดีย์องค์หนึ่งก่อปูนประดับกระจกงามดี เปนพระเจดีย์กลมฐานไม้สิบสอง บัลลังก์ไม้สิบสอง บัลลังก์มีลูกแก้ว มีสิงห์ ฟันไม้ดี แต่เห็นทีจะไม่เก่าเกิน 200 ปี…”
    เอกสารที่เก่าชั้นกว่า และน่าจะให้ข้อมูลในห้องเวลาก่อนการรื้อสร้างเจดีย์องค์นี้คือ ชีวิวัฒน์ ของสมเด็จพระปิตุลาฯ เจ้าฟ้าภานุรังษีฯ บันทึกในปี 2427 เอกสารกล่าวถึงวิหารธรรมศาลาที่ไม่มีหลังคา เหลือแต่ผนัง (หลังจากนั้นจะได้ซ่อมเมื่อท่านปาน) กล่าวถึงเจดีย์นี้สั้น ๆ ดังนี้
    ”…ในวิหารมีฐานปูน มีพระประธานอีกองค์ 1 หน้าตักยาวประมาณ 9 ศอก แลมีพระประธานเล็กอยู่ข้างละองค์ #หน้าพระประธานมีเจดีย์องค์ 1 สูง 5 วาเศษ…”
    เอกสารไม่ได้ให้รายละเอียดสันฐานเจดีย์อย่างกรมพระยานริศบรรยาย แต่ให้ขนาดของเจดีย์ว่าสูง 5 วาเศษ ซึ่งถ้าเทียบกับเจดีย์ที่เห็นปัจจุบันก็อาจไม่คลาดกันนักหากให้วาหนึ่งหย่อนอยู่ที่ 1.70 – 1.80 ไม่เท่ากับ 1 วา 2 เมตรอย่างชั้นหลัง
    อย่างไรก็ตามเอกสารสามชิ้นก่อนยุคของครูน้อม อุปรมัย โดยผู้สืบสายสกุล ณ นคร 1 และเจ้านายจากกรุงเทพ 2 ไม่ได้มีการกล่าวถึงเรื่องอัฐิพระยารามราชท้ายน้ำเอาไว้เลย ข้อมูลเรื่องเจดีย์สวรรค์ และพระยารามราชท้ายน้ำนี้ ครูน้อม อุปรมัย น่าจะใช้ข้อมูลจากตำนานพระบรมธาตุเมืองนครฉบับพิมพ์ ที่ระบุว่า
    “…เมื่อศักราช 2144 ปี โปรดให้พระยารามราชท้ายน้ำมาเป็นเจ้าเมือง เอาขุนเยาวราชมาเป็นปลัด รู้ข่าวศึกอุชงคนะจึงให้พระยาขุดคูฝ่ายบูรรพ์แต่ลำน้ำท่าวังออกลำน้ำฝ่ายทักษิณ
    เมื่อศักราช 2171 ปี ศึกอุชงคนะยกมา พระญาก็ให้ตั้งค่ายคูฝ่ายอุดร แลแต่งเรือหุมพายพลประมาณห้าหมื่นเศษ รบกันเจ็ดวันเจ็ดคืนขุนพัญจาออกหักทัพกลางคืนศึกแตกลงเรือ ศึกเผาวัดท่าโพเสีย พระญาถึงแก่กรรม พระญาแก้วผู้หลานก่อเจดีย์บรรจุพระธาตุไว้ในพระธรรมศาลา…”
    ผมได้มีโอกาสตรวจสอบ พงศาวดารเมืองนครศรีธรรมราช เลขที่ ๒ ในหอสมุดแห่งชาติ ซึ่งเป็นหนังสือบุดดำต้นฉบับตำนานเมืองนครศรีธรรมราชอีกสำนวนหนึ่ง ยังไม่เคยปริวรรติตีพิมพ์มาก่อน ให้รายละเอียดของเรื่องนี้ต่างออกไปดังนี้
    …แลเมื่อศักราชได้ 2079 ตรัสเอาพญาศรีธรรมราชผู้เข้าไปคืนออกมากินเมืองเล่า อยู่มาศึกอุชงจนะมา พญาก็เอาหัวเมืองทั้งหลายลงเรือหุมเรือพาย พลประมาณห้าหมื่น พญาก็ให้ตั้งค่ายฝ่ายอุดรเมือง แลรบกันเจ็ดวันเจ็ดคืน จึงขุนพลขุนจ่าออกหักทัพกลางคืน จึงศึกก็พ่ายลงเรือ แลศึกก็เผาเพหาวัดท่าโพเสีย แล้วพญาก็ถึงแก่กรรม
    จึงพญาศรีธรรม พญาแก้วผู้หลาน แต่งส่งสการศพในหน้าพระลานหลวง #แลก่อพระพุทธรูปไว้ในพระธรรมศาลา บรรจุพระธาตุไว้นั้น…
    จากเอกสารต้นฉบับชิ้นใหม่ ซึ่งตอนนี้โครงการปริวรรติเอกสารปฐมภูมิประวัติศาสตร์เมืองนครศรีธรรมราช โดยพระครูเหมเจติยาภิบาล (โสภิต อินฺทโสภิโต) กำลังปริวรรติศึกษาเพื่อเผยแพร่ในอนาคตอันใกล้นี้ ให้ประเด็นใหม่กับเราอีกทางหนึ่งว่า อัฐิของเจ้าพระยารามราชท้ายน้ำ ซึ่งเอกสารเรียกว่า พญาศรีธรรมราช นั้นถูกบรรจุในพระพุทธรูปแทนที่จะบรรจุในเจดีย์ในวิหาร นี้อาจรับกับข้อมูลที่ว่าเมื่อรื้อเจดีย์ลงเจอแต่ใบลานพระธรรม เป็นธรรมเจดีย์ก็ได้

เผยแพร่ครั้งแรกใน - https://www.facebook.com/photo/?fbid=169716202413660&set=a.116931534358794

ใส่ความเห็น