กุ้งเหยี้ยน: โอชารสแห่งวิถีลูกเลบนคาบสมุทรสทิงพระ

ท่ามกลางสายลมเกรี้ยวกราดและคลื่นลมแรงของฤดูมรสุมในช่วงปลายปี ความอบอุ่นเรียบง่ายได้ก่อตัวขึ้นภายในวงข้าวมื้อค่ำของครอบครัวชาวประมงพื้นบ้าน ริมหาดอ่าวไทยบนคาบสมุทรสทิงพระ จังหวัดสงขลา ณ ชุมชนคนเเขก(มุสลิม) ชุมพลชายทะเล ที่แห่งนี้ไม่ได้มีเพียงเรื่องราวของการต่อสู้กับเกลียวคลื่น ชะตาชีวิตที่เป็นชุมชนไม่มีเอกสารสิทธิในที่ดินแม้อยู่มาหลายชั่วอายุคน แต่ยังมีมรดกทางภูมิปัญญาด้านอาหารที่สืบทอดกันมาในชุมชน หนึ่งในนั้นคือเมนูที่แปลกหูสำหรับผู้เขียนอย่าง “กุ้งเหยี้ยน”

เสน่ห์แห่งความเรียบง่ายที่ “เข้ากัน”

“กุ้งเหยี้ยน” ไม่ใช่อาหารจานเดียว แต่เป็นศิลปะของการจับคู่รสชาติระหว่างวัตถุดิบแห่งท้องทะเลและเครื่องจิ้มรสจัดจ้าน องค์ประกอบแรกคือ “กุ้งทะเลสด” ที่นำมาลวกหรือย่างจนสุกพอดี เปลือกเปลี่ยนเป็นสีส้มสวยสดน่ารับประทาน ทว่าความพิเศษที่แท้จริงซึ่งทำให้เมนูนี้สมบูรณ์แบบตามคำบอกเล่าของคนในพื้นที่ว่า “กินเข้ากัน” คือเครื่องจิ้มที่เรียกว่า “เหยี้ยน” หรือ “น้ำจุ้มเหยี้ยน”

วะฉ๊ะ” หรือ (คุณกีฉ๊ะ วงษ์อุทัย) สตรีวัยกลางคนผู้เป็นเจ้าของรสมือในค่ำคืนนั้น ได้เปิดเผยเคล็ดลับความอร่อยของ น้ำจุ้มเหยี้ยน วัตถุดิบพื้นฐานประกอบด้วย พริกสด กระเทียม เกลือ น้ำตาล น้ำมะนาว และสิ่งที่จะขาดไปไม่ได้เลยคือ ถั่วลิสงคั่ว อย่างไรก็ตาม ตามยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลงไป ข้อจำกัดเรื่องเวลาและวัตถุดิบทำให้เกิดการประยุกต์ใช้วัตถุดิบใกล้ตัวอย่าง “ถั่วตัด” ขนมหวานแผ่นบางกรอบที่มีส่วนผสมของถั่วลิสงและน้ำตาล ซึ่งหาซื้อได้ง่ายตามร้านชำในหมู่บ้าน จึงถูกนำมาใช้ทดแทนถั่วลิสงคั่วได้อย่างลงตัว…

กรรมวิธีการทำนั้นเน้นความรวดเร็วและเรียบง่าย เริ่มจากการนำพริกสด กระเทียม และถั่วคั่ว (หรือถั่วตัด) ลงไปตำรวมกันให้พอแหลก จากนั้นปรุงรสด้วยเกลือ น้ำตาล และบีบน้ำมะนาวตามความชอบ คนให้ส่วนผสมทั้งหมดเข้ากันจนได้น้ำจุ้มรสชาติเผ็ด เปรี้ยว อมหวาน เมื่อนำเนื้อกุ้งลวกหรือย่างสด ๆ ที่มีความหวานตามธรรมชาติมาจิ้มลงไป รสชาติที่ได้คือความกลมกล่อมที่กินเข้ากันอย่างสมบูรณ์แบบ

กุ้งเหยี้ยน หรือ น้ำจุ้มเหยี้ยน รสมือวะฉ๊ะที่ผ้เขียนได้ลิ้มลองครั้งแรก

จากผืนน้ำสู่ เรื่องเล่าในวงข้าว

เสน่ห์ของกุ้งเหยี้ยนไม่ได้หยุดอยู่แค่รสสัมผัส แต่ยังรวมถึงเรื่องราวเบื้องหลังที่สะท้อนวิถีชีวิตดั้งเดิม ระหว่างที่ล้อมวงรับประทานอาหาร “วะรอหมีด” ชายผิวเข้มผู้มีใบหน้ากร้านแดดลมทะเล สามีของวะฉ๊ะ ชาวประมงผู้ใช้ชีวิตผูกพันกับผืนน้ำมาตั้งแต่จำความได้ เล่าขานถึงจุดกำเนิดของเมนูนี้ว่า

กุ้งเหยี้ยนแต่เดิมเป็นอาหารที่สร้างสรรค์ขึ้นบนเรือประมงของคนออกทะเลหาปลา ด้วยสภาพแวดล้อมที่จำกัด การเตรียมอาหารจึงต้องรวดเร็วและใช้วัตถุดิบที่หาได้ง่าย เตรียมไปจากบ้านก่อนออกทะเล “น้ำจุ้มเหยี้ยน” บนเรือมักจะถูกตำแบบหยาบ ๆ เร็ว ๆ และที่สำคัญที่สุดคือ เป็นเมนูที่ไม่นิยมทำกินคนเดียว แต่มักจะกินร่วมกัน แย่งกันจิ้ม แย่งกันกินจากในครก สร้างบรรยากาศของความสามัคคีผ่านอาหารการกินที่ใช้วัตถุดิบสดๆที่หาร่วมกันในทะเล ทำให้ลดความเหน็ดเหนื่อยลงไปได้ นอกจากกินกับกุ้งแล้ว หอย ปู ปลาก็สามารถกินได้หมด ซึ่งผู้เขียนเคยได้ลิ้มลอง ปลาหลังเขียวดิบที่ทำให้สุกด้วยการแช่น้ำส้มโหนดกับน้ำจุ้มเหยี่ยนนี้ที่ชุมพลชายทะเลอีกด้วย

ปลาหลังเขียว กับ น้ำจุ้มเหยี้ยน รสมือวะฉ๊ะ – ชุมพลชายทะเล วิธีทำปลาหลังเขียว https://savesingora.com/?p=2110

เรื่องราวของกุ้งเหยี้ยนในค่ำคืนนั้น ไม่เพียงแต่ทำให้ผู้มาเยือนอย่างผู้เขียนอิ่มท้อง แต่ยังอิ่มเอมไปด้วยความรู้และร่องรอยทางวัฒนธรรม วัฒนธรรมอาหารปักษ์ใต้บ้านเราไม่ได้มีเพียง “น้ำชุบ” (น้ำพริก) ที่คนต่างถิ่นคุ้นเคยเป็นอย่างดี แต่ยังมี “น้ำจุ้ม” หรือ “น้ำจิ้ม” ซึ่งมีความหลากหลายซ่อนตัวอยู่ตามแต่ละพื้นที่ น้ำจุ้มเหยี้ยนจึงเป็นหนึ่งในความหลากหลายทางอาณาบริเวณของวัฒนธรรมเครื่องจิ้ม ที่มีอยู่ในแดนใต้ ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว

จากความทรงจำและรสสัมผัส ณ บ้านชุมพลชายทะเล สู่การนำกุ้งทะเลสดมาลองปรุงเพื่อระลึกถึงบรรยากาศในวันนั้น พร้อมทั้งแจกสูตรและเรื่องราวเพื่อให้ผู้ที่สนใจได้ลิ้มลอง เมนูที่เรียบง่ายแต่เปี่ยมไปด้วยชีวิตชีวาของวิถีชาวประมงจานนี้ครับ ลองทำตามกันดูครับ

ขอขอบคุณข้อมูลและเรื่องเล่าจาก วะฉ๊ะ(คุณอาอีฉ๊ะ วงษ์อุทัย) ชุมชนมุสลิมชุมพลชายทะเล

วะรอหมีด (คุณรอหมีด วงษ์อุทัย) (อายุ ๕๕ ปี) ชุมชนมุสลิมชุมพลชายทะเล

.

สามารถ สาเร็ม

คนแขกลุ่มทะเลสาบ ที่ชอบตามหาของแปลก ๆ ตามตลาดนัด

ใส่ความเห็น