
ราวอาทิตย์ก่อน อ จำรัส เพชรทับ (อดีต ผู้อำนวยการกลุ่มนิเทศ สพท.นครศรีธรรมราช เขต 4) ผู้กว้างขวาง และรอบรู้ในพื้นที่ตอนบนของนครศรีธรรมราช ได้แจ้งเรื่องจิตรกรรมในถ้ำแห่งหนึ่งที่สิชลซึ่งยังไม่เป็นที่เปิดเผยในวงกว้าง ให้กับนายแพทย์บัญชา พงษ์พานิชย์และผมทราบขณะกำลังพักหอบกันที่หน้าถ้ำเขาพรง อ จำรัส ขณะนั้นยังไม่มีไอเดียเกี่ยวกับจิตรกรรมที่นี่มากนักว่าเป็นจิตรกรรมอะไร เก่าแก่แค่ไหน จากภาพเล็ก ๆ ในโทรศัพท์ 2 ภาพ ที่อาจารย์ถ่ายมา เราเห็นการใช้สีแดงอันโดดเด่นสร้างเป็นเชฟฟอร์ม มองให้ละเอียดขึ้นจึงเห็นแนวของสังฆาฏิ และประภามณฑลโค้งขึ้นเป็นรูปไข่เรียบ ๆ ในตัวภาพ
แม้ว่าจะยังไม่เห็นใบหน้า แต่ก็แน่ใจได้ว่าจิตรกรรมนี้เขียนรูปพระพุทธเจ้า จากสีแดงที่โดดเด่นเจือสีอื่นน้อย การเขียนประภามณฑลโค้งอย่างง่าย ๆ เราก็พอจะตระหนักได้ทันทีว่าจิตรกรรมที่นี่เก่าแก่อย่างยิ่ง นับจากการค้นพบจิตรกรรมที่ถ้ำอีโม่ (หรือถ้ำพระโบ) ในปี 2556 และเปิดเผยสู่สาธารณะชนในปี 2561 จิตรกรรมที่ถ้ำอีโม่นั้นก็มีการใช้สีแดงอย่างโดดเด่น และได้รับการกำหนดอายุจากรูปแบบศิลปะไว้ในห้วงเวลาหัวเลี้ยวหัวต่อของสหสวรรษที่ 2 หลังพุทธกาล คือราว ๆ พศว 20 – 21 จิตรกรรมที่ถ้ำของ อ จำรัส นี้ดูผิวเผินชวนให้สงสัยว่าจะเก่าแก่ยิ่งนั้น จะเก่าเท่าถ้ำอีโม่หรือไม่ ? จะถูกเขียนด้วย Logic อะไร ? อยู่ในบริบทแบบไหน ? เรายังไม่รู้ในขณะนั้น อ จำรัส ชวนให้เรานัดหมายเวลาล่วงหน้าเพียงแค่ซักหนึ่งวัน อาจารย์ก็พร้อมสำหรับเตรียมตัวไปชมกัน
ทิ้งระยะไปซักราว ๆ 5 วันหลังจากการสนทนาที่หน้าถ้ำเขาพรงวันนั้น หลังจากที่ผมซ่อมกล้องถ่ายภาพ และหาซื้อไฟ LED สำหรับส่องสว่างในถ้ำพร้อมสำหรับการเก็บข้อมูลแล้วจึงนัดหมายกับ อ จำรัสไปดูถ้ำกันในวันเสาร์ที่ผ่านมา อ จำรัสไม่ขัดเรื่องวันเวลา ผมจึงเรียนนัดหมายพระครูเหมเจติยาภิบาล (โสภิทร อินทโสภิโต) และนายแพทย์บัญชา พงษ์พานิช (ซึ่งจะได้นัดหมายผู้สนใจมาร่วมคณะอีกจำนวนหนึ่ง) คณะของเราสนธิกำลังกันที่หน้าวัดถ้ำเทียนถวาย ก่อนจะพากันเลียบสันเขาที่วัดอ้อมไปทางด้านหลัง
คณะปราศรัยทำความรู้จักกันครู่หนึ่ง โดยได้ทราบว่าต้นอาทิตย์ที่ผ่านมาพี่รอน (คุณพชร นาคกายสิทธิ์) ก็ได้แจ้งให้เจ้าหน้าที่กรมศิลปากรเข้ามาสำรวจเก็บข้อมูลเบื้องต้นแล้ว ตามทิศทางของผู้ดูแลพื้นที่ และคนสิชล ซึ่งได้ดูแลรักษาถ้ำนี้อย่างเงียบ ๆ ไม่เปิดเผยมาหลายปี มีความคิดกันว่าควรทำให้เป็นที่เปิดเผย หาวิธีรักษา และต่อยอดในฐานะมรดกทางวัฒนธรรมที่สำคัญของพื้นที่สิชลต่อไป หลังทำความรู้จักชาวคณะโดยทั่วกันแล้วเราก็เดิรทางเข้าสู่ที่ตั้งถ้ำ
กายภาพของพื้นที่
ถ้ำ ซึ่งผมจะขอเรียกว่าถ้ำพระไปพลางก่อน ตั้งอยูู่ในหุบเขาเล็ก ๆ สันฐานรูปวงกลมปกคลุมโดยรอบด้วยดงชะอม การจะเข้ามาในหุบเขานี้ต้องปีนข้ามขอบสันเขาเตี้ย ๆ ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือลงสู่หุบเขา ซึ่งชาวบ้านเรียกภายในหุบเขาว่า วัง หรือที่วัง ว่าเป็นที่ของเจ้าเมืองอลองโบราณ หุบเขามีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 140 เมตร ปิดล้อมจากโลกภายนอกโดยสมบูรณ์ สงัด และร่มรื่นยิ่ง การเข้าถึงตัวถ้ำต้องเลียบขอบหุบเขาขึ้นไปทางเหนือ ถ้ำอยู่สูงกว่างระดับพื้นก้นหุบเขานี้ราว ๆ 20 เมตร
กายภาพของถ้ำและตำแหน่งจิตกรรม
ถ้ำพระมีลักษณะเป็นถ้ำแคบลึก ปากถ้ำอยู่สูงกว่าพื้นถ้ำประมาณ 3.5 – 4 เมตร เพดานถ้ำสูงจากพื้นถ้ำราว ๆ 7 – 9 เมตร ตัวถ้ำแบ่งเป็น 2 ช่วงคือช่วงแรกลึกจากปากถ้ำเข้าไปราว ๆ 25 เมตร แล้วจะคอดกิ่วเข้าจนต้องคลานเข้าไปยังถ้ำช่วงในซึ่งไม่รู้ความลึกแน่ชัด ตัวจิตรกรรมถูกเขียนทั้ง 2 ฝั่งผนังถ้ำช่วงแรกในระยะประมาณ 6 เมตรจากปากถ้ำ ที่จุดนั้นแสงธรรมชาติแทบส่องไม่ถึงและจะมืดลงเป็นลำดับการเขียนจิตรกรรมน่าจะใช้แหล่งกำเนิดแสงอื่นที่ไม่ใช่แสงจากภายนอก
จิตรกรรมฝั่งซ้ายมือเมื่อหันหน้าเข้าถ้ำมีร่องรอยเหมือนมีจิตรกรรมเก่าที่เลือนมาก และมีการใช้เส้นสีดำเขียนทับเข้าไปสมัยหลังอย่างหยาบ ๆ จิตรกรรมที่ได้เห็นจากโทรศัพท์ของ อ จำรัส มาก่อนนั้นเขียนอยู่ฝั่งขวาของผนัง ตำแหน่งที่เขียนจิตรกรรมอยู่สูงจากพื้นถ้ำประมาณ 1.6 – 1.7 เมตร เขียนภาพพระพุทธเจ้าลำดับถัดเข้าไปกินช่วงยาวประมาณ 7 – 8 เมตร นับจำนวนพระพุทธเจ้าเท่าที่ปรากฏชัดด้วยการมองด้วยตาเปล่าได้ 14 องค์ จากระยะของจิตรกรรมเป็นไปได้ว่าอาจมีพระพุทธเจ้าจำนวนมากกว่านี้ที่ลบเลือนไปแล้ว การเขียนจิตรกรรม มีการลงรองพื้นที่ผนังถ้ำก่อนจะเขียน เมื่อรองพื้นหลุดร่อนจึงเป็นเหตุให้เหลือจิตรกรรมปรากฏอยู่น้อย
บทสนทนาในโถงถ้ำ
นายแพทย์บัญชาได้อาราธนาพระครูเหมเจติยาภิบาลนำสวดบทบูชาพระรัตนตรัย และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันในคณะที่ร่วมสำรวจ (นี้เป็นอนุสรณ์อย่างนึงที่น่าสนใจในฐานะนักวิชาการบ้าง ไม่วิชาการบ้างเวลาไปในพื้นที่พุทธสถานเหล่านี้ที่เรามักจะสนใจออฟเจ๊ค หรืองานศิลปกรรมเพียงมิติเดียว เมื่อนึกย้อนว่าพื้นที่นี้ซึ่งมีการเขียนภาพพระพุทธเจ้าจะต้องเป็นพุทธสถานมาก่อน ครั้งสุดท้ายที่เสียงสวดบูชาพระรัตนตรัย และสรรเสริญพุทธคุณได้ก้องอยู่ในถ้ำนี้มันนานเท่าไหร่แล้ว) พี่รอนแจ้งข้อสังเกตของเจ้าหน้าที่กรมศิลปากรที่ได้รับฟังมาคร่าว ๆ ว่า จิตรกรรมที่นี่ควรจะแสดงภาพอดีตพุทธเจ้า โดยนับจำนวนได้ 17 องค์ ยังไม่แน่ว่าจะมีถึง 25 หรือ 28 องค์ ตามพุทธวงศ์หรือไม่
คณะของเราเห็นด้วยกับข้อเสนอนี้ จากลักษณะของสีแดงอันโดดเด่น การลงสีพระวรกายเป็นสีเหลืองนวล นี่ชวนให้นึกถึงจิตรกรรมอดีตพุทธสมัยอยุธยาตอนต้นที่หลงเหลืออยู่ในครรภคฤหะของพระปรางค์ในที่ราบภาคกลาง อ จำรัส เสริมว่า การเป็นจิตรกรรมสมัยอยุธยาตอนต้นนี้้อาจสอดรับกับตำนานเมืองนครศรีธรรมราชยุคสร้างป่าให้เป็นนา ในกระบวนการรื้อฟื้นเมืองนครศรีธรรมราชขึ้นใหม่โดยคณะของพระพนมวัง นางสเดียงทองซึ่งตำนานระบุว่าเกิดขึ้นในราวพุทธศตวรรษที่ 18 จิตรกรรมที่นี่แม้อาจจะดูล่าหลังลงมา แต่ก็พอสะท้อนให้เห็นว่าการรื้อฟื้นที่อลองจากป่ากลับขึ้นเป็นชุมชนที่คึกคักนั้นมีน้ำหนักจริง และจิตรกรรมที่ถ้ำพระนี้จะเป็นผลิตผลอันสุกงอมจากห้วงเวลาบุกเบิกนั้นได้หรือไม่ ?
หลังบทสนทนาจบ ชาวคณะได้แยกย้ายกันส่องดูจิตรกรรมอย่างระมัดระวังครูุ่หนึ่งก่อนจะทิ้งผม พี่รอน พี่สมชาย (สมชาย ฉลาดแฉลม) เอาไว้ในถ้ำเพื่อให้บันทึกภาพ ใช้เวลาอยู่ราว ๆ ชั่วเทียนเล่มหนึ่งดับจึงพากันกลับออกมา ดูเวลาอีกทีเห็นว่าตกบ่ายคล้อย ชาวคณะปีนข้ามสันเขาทิศตะวันออกเฉียงเหนือกลับลงมา คืนความสงบให้หุบเขาโดยมีกลิ่นของชะอมที่อบอวลอยู่เต็มหุบเขานั้นโชยส่งมาตามหลัง เราเอาโดรนขึ้นเก็บภาพมุมสูงเล็กน้อยเพื่อให้เห็นภูมิทัศน์ชัดเจนขึ้น ปราศรัยสรุปกันเล็กน้อยก่อนจะพากันไปยังร้านอาหารซึ่งท้องของเราได้ล่วงหน้าไปรออยู่เกือบสองชั่วโมงแล้ว
ข้อสังเกตเชิงกายภาพผมจะแยกเป็นอีกโพสต์หนึ่ง ส่วนข้อเสนอเรื่องอายุสมัย คติ ฯลฯ เนื่องจากกรมศิลปากรได้เข้ามาตรวจสอบแล้ว ส่วนนั้นน่าจะรอติดตามข้อสรุปจากเจ้าหน้าที่ต่อไปครับ
โดยได้รับการสนับสนุนจากอาศรมวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์, บวรนคร โดยความอนุเคราะห์จากอาจารย์จำรัส เพชรทับ คุณวิเชียร วิบุลศิลป์ คุณพชร นาคกายสิทธิ์ และชาวอำเภอสิชล
เผยแพร่ครั้งแรกใน - https://web.facebook.com/media/set/?vanity=vesinah&set=a.10210865618075203