
ท่ามกลางร่องรอยของผืนทรายที่สายน้ำพัดพามาทิ้งไว้เป็นกองมหึมาริมคลองกั่ว พิกัดต้นน้ำสำคัญของคลองภูมีที่ไหลรินไปสมทบกับทะเลสาบสงขลาตอนล่าง ณ อำเภอควนเนียง ร่องรอยเหล่านี้คือประจักษ์พยานของเหตุการณ์มหาอุทกภัยที่เพิ่งผ่านพ้นไปเมื่อปลายเดือนพฤศจิกายน 2568
วันที่ 5 มกราคม 2569 ผู้เขียนได้มีโอกาสเดินทางลัดเลาะไปตามเส้นทางสายเล็กๆ ในหมู่บ้านคลองกั่ว โดยมี “สูซี่” (นางสารีน๊ะ กาละเต็บ) อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) เป็นผู้นำทางบนรถจักรยานยนต์คันเก่ง มุ่งหน้าสู่บ้านไม้ยกพื้นหลังหนึ่งที่ตั้งริมคลองกั่วรับกระแสน้ำมาหลายชั่วอายุคน
เพื่อเยี่ยมเยียนครอบครัวของ โต๊ะสะตีแหม๊เละ มัดล๊ะ หญิงชราวัย 68 ปี ผู้ใช้ชีวิตผูกพันกับผืนป่าเชิงเขาบรรทัดมาตั้งแต่เกิด…


เมื่อน้ำมาเยือนเกินกว่าความทรงจำ “เกิดมาจนหัวหงอกไม่หอน(เคย) พบน้ำมากขนาดนี้” โต๊ะสะตีแหม๊เละ เริ่มต้นบทสนทนาด้วยน้ำเสียงที่ยังแฝงความตื่นตระหนก แม้สถานการณ์จะคลี่คลายลงแล้ว สำหรับคนต้นน้ำที่อาศัยอยู่ในบ้านไม้ยกพื้นเพื่อให้กระแสน้ำไหลผ่านไปได้ การมาเยือนของน้ำหลากในแต่ละปีถือเป็นเรื่องปกติที่คุ้นชิน แต่ปี 2568 กลับต่างออกไป มวลน้ำมหาศาลไม่ได้เพียงแค่ไหลผ่านไปเหมือนทุกปี แต่มันเข้ายึดพื้นที่และท่วมขังอยู่ยาวนานถึง 4-5 วัน
“โต๊ะ” เล่าว่าในวันเกิดเหตุช่วงเวลาประมาณ 16.00 – 17.00 น. ซึ่งยังเป็นเวลากลางวัน ถือเป็นความโชคดีที่ทำให้การอพยพเป็นไปอย่างทันท่วงที ญาติพี่น้องในละแวกนั้นต่างกรูกันเข้ามาช่วยนำพาตัวโต๊ะ สามีที่ป่วยติดเตียง ลูกชายและหลานอีกหนึ่งคน ออกจากบ้านที่กำลังจะถูกน้ำกลืนกิน ทิ้งบ้านไว้เบื้องหลังเพื่อรักษาชีวิต


ความสูญเสียใต้กระแสน้ำ
เมื่อน้ำลด สิ่งที่ทิ้งไว้คือความเสียหายที่ประเมินเป็นค่าไม่ได้สำหรับเกษตรกรรายย่อย พืชผักสวนครัวที่เป็นทั้งคลังอาหาร ไม่ว่าจะเป็นพริก มะเขือ หรือตะไคร้ ต่างจมน้ำตายจนหมดสิ้น ต้นข่าและขมิ้นที่พอจะรอดชีวิตมาได้ก็ต้องถูกตัดต้นออกเพื่อรอการผลิใบใหม่..ที่น่าเศร้าใจยิ่งกว่าคือความรุนแรงของกระแสน้ำที่พัดพาจนพื้นบ้านหลุดหายไปกับสายน้ำ ทิ้งร่องรอยความบอบช้ำไว้บนตัวบ้านหลังเล็กที่เคยอบอุ่น…











พลังของ “บ้านใกล้เรือนเคียง” และการเกื้อกูล
ท่ามกลางวิกฤต สิ่งที่ทำให้โต๊ะสะตีแหม๊เละยิ้มออกและรู้สึกประทับใจคือ “พลังของชุมชน” ในวันที่น้ำท่วมสูง องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ได้เข้ามาดูแลอย่างใกล้ชิด มีข้าวกล่องส่งถึงมือเพื่อประทังความหิว และทันทีที่น้ำลดลง พลังของญาติพี่น้องและเพื่อนบ้านก็ปรากฏให้เห็นเด่นชัด ทุกคนต่างอาสาเข้ามาช่วยซ่อมแซมบ้านให้กลับมาอยู่ในสภาพใช้งานได้ทันที…
“ตอนนี้ยังมีข้าวสารเหลืออยู่อีก 5 กิโลกรัม” โต๊ะกล่าวพร้อมรอยยิ้ม ข้าวสารรวมถึงเสื้อผ้า ชุดเครื่องนอน และอาหารแห้งเหล่านี้ล้วนมาจากน้ำใจของคนในหมู่บ้านที่หยิบยื่นให้กันในยามยาก สะท้อนให้เห็นว่าความเป็นชุมชนที่เข้มแข็งและการดูแลจากผู้นำท้องถิ่น คือเกราะป้องกันที่มีประสิทธิภาพที่สุดเมื่อภัยมา…
บทเรียนจากป่าต้นน้ำสู่ทะเลสาบสงขลา
เรื่องราวของครอบครัวมัดล๊ะ ณ เชิงเขาบรรทัด เป็นเพียงเสี้ยวหนึ่งของหมายเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ปี 2568 มวลน้ำจากพฤศจิกายนปีที่ผ่านมาไม่ได้เลือกปฏิบัติ แต่มันส่งผลกระทบอย่างถ้วนหน้า ตั้งแต่คนป่าต้นน้ำบนแผ่นดินตอนใน ไล่เรียงลงมาถึงพื้นที่กลางน้ำ จนถึงชุมชนรอบทะเลสาบสงขลาและอีกหลายจังหวัดในภาคใต้
บทเรียนจากปากคำของโต๊ะสะตีแหม๊เละ ไม่เพียงแต่เตือนให้เราเห็นถึงธรรมชาติที่ทวีความรุนแรงขึ้น แต่ยังตอกย้ำถึงคุณค่าของความสามัคคีและการเกื้อกูลกันในระดับชุมชน ซึ่งยังคงเป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้ผู้คนชายขอบเขาบรรทัดยืนหยัดอยู่ได้ ไม่ว่าจะต้องเผชิญกับมวลน้ำมหาศาลเพียงใดในอนาคต…
เผยแพร่ครั้งแรกใน – https://www.facebook.com/share/p/1DRvkD91rw/