ทุกข์ระทมริมเลสาบ : เมื่อความหวังของคนปลายน้ำหาดใหญ่ ลอยหายไปกับมหาอุทกภัย

ท่ามกลางกระแสน้ำเชี่ยวกรากที่หลากซัดจากตัวเมืองหาดใหญ่ มุ่งหน้าสู่ปลายทางที่ทะเลสาบสงขลาตอนล่าง มวลน้ำมหาศาลเหล่านั้นไม่ได้หอบเอาเพียงตะกอนดินหรือเศษซากวัตถุมาด้วย แต่มันยังได้กลืนกิน “ความหวัง” และ “ต้นทุนชีวิต” ของครอบครัวเกษตรกรริมฝั่งคลองอู่ตะเภาตอนล่างให้จมดิ่งลงสู่ความว่างเปล่า ในเขตตำบลคูเต่า อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา พื้นที่รับน้ำสุดท้ายก่อนออกสู่ทะเลสาบสงขลาตอนล่าง พี่น้องชาวประมงพื้นบ้านและเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำต้องเผชิญกับชะตากรรมที่ซ้ำรอยเดิมอย่างน่าเวทนา

บาดแผลเก่าที่เพิ่งตกสะเก็ด

สำหรับครอบครัวของ นายอ่าสัน หลีอาดั้ม วัย 56 ปี และ นางม่ารียา หลีอาดั้ม วัย 48 ปี ชาวบ้านหัวสะพาน

บทเรียนจากมวลน้ำไม่ใช่เรื่องใหม่ ย้อนกลับไปเมื่อปีพุทธศักราช 2543 น้ำท่วมใหญ่ครั้งนั้นเคยพรากทุกอย่างไปจากพวกเขามาแล้วครั้งหนึ่ง ปล่อยให้ลืมตาตื่นมาพร้อมภาระหนี้สินกว่า 200,000 บาท ซึ่งต้องใช้เวลาเกือบทั้งชีวิตในการรับจ้างและทำประมงพื้นบ้านวางกัด(อวน)เพื่อผ่อนชำระ จนกระทั่ง “ปิดหนี้” ได้สำเร็จเมื่อปีที่ผ่านมา แต่ความสงบสุขนั้นช่างสั้นนัก เมื่อร่างกายของ “ปะ” (พ่อ) เริ่มทรุดโทรมตามวัยและการตรากตรำงานหนักในทะเล “สุฟัยรี” ลูกสาววัย 29 ปี จึงตัดสินใจหอบเงินเก็บจากการทำงานทั้งหมด กลับมาลงทุนสร้างอาชีพใหม่ให้ครอบครัว หวังให้พ่อและแม่ได้หยุดพักจากการออกเรือประมงที่เสี่ยงอันตราย…

ความหวังใหม่บนผืนน้ำเดิม

บ่อปลาดุก ปลานิล ปลาจาระเม็ดน้ำจืด และบ่อปูดำ ถูกสร้างขึ้นด้วยความรักและความหวัง เงินทุกบาททุกสตางค์ของลูกสาวถูกแปรเปลี่ยนเป็นพันธุ์ปลาและค่าอาหาร โดยมีการวางแผนอย่างเป็นระบบว่าปลาที่โตไวจะถูกขายก่อนเพื่อนำมาเป็นค่าใช้จ่ายรายวัน ส่วนที่เหลือจะเป็นผลกำไรสะสม บ่อเลี้ยงปลาได้รับอนุเคราะห์จากเพื่อนบ้าน

“อีกเพียง 3-5 วันเท่านั้น” คือกำหนดการที่เเม่ค้าคนกลางจะมารับซื้อปลาทั้งหมด มันคือช่วงเวลาแห่งการรอคอยที่หอมหวานที่สุดของครอบครัวที่มีลูกถึง 10 คน และอีก 6 ชีวิตที่ยังอยู่ในวัยเรียน…

เมื่อธรรมชาติไม่ปรานี : วินาทีที่ความหวังหลุดลอย

พายุฝนที่โหมกระหน่ำทำให้น้ำในคลองอู่ตะเภาเอ่อล้นอย่างรวดเร็ว สมาชิกทุกคนในครอบครัวหลีอาดั้มพยายามต่อสู้กับธรรมชาติด้วยการนำอวนมาล้อมกั้นขอบบ่อ หวังเพียงจะรักษา “สมบัติชิ้นสุดท้าย” เอาไว้ แต่แรงดันมหาศาลของน้ำที่ไหลมาจากตอนบนนั้นเกินกว่ากำลังคนจะต้านทานได้ พวกเขานั่งเฝ้ามองภาพที่บาดลึกเข้าไปในใจ… น้ำค่อยๆ ท่วมมิดบ่อปลาไปทีละบ่อ ทีละบ่อ จนความพยายามทั้งหมดมลายหายไปกับสายน้ำขุ่นคลั่ก ในขณะที่ระดับน้ำสูงขึ้นจนถึงคอ “ปะ” ผู้เป็นหัวหน้าครอบครัวยังคงปักหลักอยู่ที่บ่อปลาด้วยความหวังอันน้อยนิดว่าอาจจะมีปลาเหลืออยู่บ้าง ท่านติดอยู่ในกระแสน้ำนานถึง 4 วัน จนกระทั่งญาติๆ ต้องพายเรือเข้าไปรับเพื่อรักษาชีวิตเอาไว้ ทิ้งเบื้องหลังเป็นบ่อปลาที่ว่างเปล่าและหนี้สินก้อนใหม่ที่กำลังก่อตัว

บทเรียนแห่งความแกร่ง : ล้มแต่ต้องลุก

แม้แววตาจะเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้า แต่มะ (แม่) ยังคงกล่าวด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือแต่เด็ดเดี่ยวว่า

“ถ้ายังมีชีวิตอยู่ ก็ยังเริ่มต้นใหม่ได้ แต่รอบนี้มีหนี้สินมาอีก ไม่รู้ว่าจะมีเวลาชีวิตเหลือพอที่จะผ่อนหนี้ให้หมดมั้ย” ในวันที่พายุสงบและน้ำเริ่มลด สิ่งที่เหลือทิ้งไว้ในตำบลคูเต่าไม่ใช่เพียงความเสียหายทางกายภาพ แต่คือสภาพจิตใจของคนปลายน้ำที่ต้องรับภาระจากการจัดการน้ำที่ไม่ยุติธรรมมาแต่ต้น…คลองอู่ตะเภา คลองระบายน้้ำที่สามที่รับน้ำจากคลองระบายน้ำที่5 และคลองระบายน้ำคลองธรรมชาติทางทิศตะวันออกของหาดใหญ่ต่างไหลมายังปากคลองที่ตำบลคูเต่า คลองอู่ตะเภาทางทิศตะวันตกก็เช่นกัน รวมถึงคลองระบายน้ำที่1 ห่างจากบ้านควนตำบลคูเต่าแค่4กิโลเมตร น้ำมหาศาลไหลลงทะเลสาบสงขลาตอนล่างแต่ทางออกที่ปากทะเลสาบสงขลาจากเคยกว้างก็แคบลงจากการพัฒนาของรัฐที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตรอบทะเลสาบสงขลามาหลายสิบปีนับแต่สร้างมา… ความทุกข์ของครอบครัวหลีอาดั้มเป็นเพียงภาพสะท้อนของเกษตรกรอีกมากกว่าครึ่งร้อยราย ที่ต้อง “ล้ม” และ “ลุก” ซ้ำแล้วซ้ำเล่าในสมรภูมิแห่งสายน้ำ

นี่คือเรื่องราวของคนปลายน้ำหาดใหญ่… ผู้ซึ่งความหวังมักจะไหลหายไปพร้อมกับมวลน้ำเสมอ

เผยแพร่ครั้งแรกใน – https://www.facebook.com/samartsarem/posts/pfbid02DnoCCikPPvjtBN1yWBSiSN2yQhqwsxAq6TECEuYRJW6VdhictNwrsnidhxAAzco4l

สามารถ สาเร็ม

คนแขกลุ่มทะเลสาบ ที่ชอบตามหาของแปลก ๆ ตามตลาดนัด

ใส่ความเห็น