เสียงจากคนปลายน้ำ : ลมหายใจใต้เงาพิบัติภัย ณ คลองอู่ตะเภาตอนล่าง

ท่ามกลางมวลน้ำมหาศาลที่ไหลบ่าลงสู่ทางทิศเหนือของหาดใหญ่ เสียงของคนปลายน้ำมักเป็นเสียงที่แผ่วเบาที่สุด แต่ในวิกฤตน้ำท่วมใหญ่ปี 2568 นี้ เรื่องราวจากบ้านไม้โบราณริมคลองอู่ตะเภากลับสะท้อนให้เห็นถึงการต่อสู้ การเตรียมพร้อม และแสงสว่างเล็กๆ ที่ช่วยหล่อเลี้ยงความหวังในคืนที่มืดมิดที่สุด….

ภูมิศาสตร์แห่งสายน้ำ_เมื่ออู่ตะเภาบรรจบทะเลสาบ

คลองอู่ตะเภา สายน้ำเส้นเลือดใหญ่สายที่ยาวที่สุดในลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา เมื่อไหลมาถึงบริเวณวัดคูเต่า ตำบลแม่ทอม อำเภอบางกล่ำ สายน้ำจะแยกตัวออกเป็นสองทาง จุดนี้คือจุดยุทธศาสตร์สำคัญที่ห่างจากบ้านของตระกูลโหมดงาเพียง 2 กิโลเมตร คลองสายที่มุ่งหน้าไปทางทิศตะวันออกจะไหลผ่านมัสยิดบ้านควน ก่อนจะแยกเป็น “คลองทอนสำโรง” ลำน้ำสายที่ทอดยาวไปอีกประมาณ 3 กิโลเมตรเพื่อเชื่อมต่อกับทะเลสาบสงขลาใกล้หาดแหลมโพธิ์… ที่นี่คือปลายทางของน้ำ และคือจุดเริ่มต้นของการปรับตัว บ้านไม้โบราณที่มุงด้วยกระเบื้องดินเผาบางโหนด มรดกตกทอดจากรุ่น “มะแก่ปะแก่” (ยายตา) มาถึง 3 ชั่วอายุคน ยืนหยัดท้าทายกระแสน้ำมาหลายทศวรรษ เมื่อ 5 ปีก่อน จริยา โหมดงา และพี่น้อง ตัดสินใจร่วมแรงร่วมใจกัน “ดีดบ้าน” ให้สูงขึ้นกว่าเดิม เพราะพวกเขาตระหนักดีว่า ในสถานการณ์ภัยพิบัติ “การพึ่งพาตนเอง” คือทางรอดที่มั่นคงที่สุด…

6 ชีวิต 5 สี่ขา กับการเผชิญหน้ามรสุมปี ’68

ตั้งแต่วันที่ 21 ธันวาคม 2568 มวลน้ำเริ่มรุกคืบเข้าหาตัวบ้าน ทุกชีวิตในบ้านรวม 11 ชีวิต ตั้งแต่พี่ชายคนโต สูหลี (42 ปี) ไปจนถึงอามีน หลานชายวัย 9 ขวบ พร้อมด้วยสมาชิกสี่ขาอีก 5 ชีวิต ต่างเตรียมพร้อมรับมือ เสบียงอาหารถูกจัดเตรียมไว้อย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะ “ปลาท่องเที่ยว” จากทะเลสาบสงขลาที่พี่ชายหามาได้ในช่วงมรสุม ถูกแช่แข็งไว้เป็นพลังงานหลัก

วันที่ 22 ธันวาคม ระดับน้ำยังคงเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพื่อนบ้านในละแวกเริ่มอพยพหนีภัย ทิ้งไว้เพียงภาพการแบ่งปัน “ปลาแห้ง” ระหว่างกันตามวิถีคนปลายน้ำหาดใหญ่ แม้บ้านจะถูกยกสูงจนพ้นน้ำ แต่ความเครียดกลับปกคลุมลึกเข้าไปในจิตใจ…

“กังวลตลอดเวลาว่าถ้าน้ำขึ้นสูงกว่านี้อีก เราจะไปอยู่ที่ไหน” จริยา (39 ปี) ถ่ายทอดความรู้สึกท่ามกลางความเงียบเชียบของยามค่ำคืนที่ไม่มีไฟฟ้าใช้ ขณะที่ ฐาพร (33 ปี) เสริมว่าบรรยากาศนั้นหดหู่อย่างยิ่ง เสียงวัวควายที่ร้องระงมสลับกับเสียงฝนกระหน่ำ ทำให้หัวใจของคนปลายน้ำสั่นคลอน…

แสงสว่างจากโซลาร์เซลล์ราคาหลักร้อย: บทเรียนแห่งการเอาตัวรอด

ท่ามกลางความมืดมิดที่เข้าปกคลุมหมู่บ้านเนื่องจากไฟฟ้าถูกตัดขาด บ้านของครอบครัวโหมดงากลับมีจุดเด่นที่แตกต่าง แสงสว่างรำไรจากแผงไฟโซลาร์เซลล์ขนาดเล็กช่วยปัดเป่าความหวาดกลัวออกไปได้บ้าง…

เป็นเรื่องบังเอิญที่กลายเป็นความโชคดี เมื่อหลายเดือนก่อน “สูหลี” ซื้อแผงไฟโซลาร์เซลล์ราคาเพียงร้อยกว่าบาทจากแอปพลิเคชัน TikTok เพียงเพราะต้องการประหยัดค่าไฟในยามปกติ แต่ในยามที่เทียนไขขาดแคลนและไฟฟ้าดับสนิท อุปกรณ์ชิ้นนี้กลับกลายเป็นเครื่องมือช่วยชีวิตทางจิตวิทยาที่สำคัญ…

“ความมืดมันน่ากลัวเมื่อมองออกไปรอบบ้าน” ความสว่างที่ไม่สม่ำเสมอนักแต่เพียงพอที่จะให้มองเห็นหน้ากัน ได้กลายเป็นบทเรียนสำคัญว่า การเตรียมพร้อมรับมือภัยพิบัติอาจไม่ต้องเริ่มจากเทคโนโลยีราคาแพงเสมอไป

บทสรุปจากคนปลายน้ำ

เรื่องราวของครอบครัวโหมดงาที่คลองอู่ตะเภา ไม่ใช่เพียงเรื่องราวของการถูกน้ำท่วม แต่เป็นสารคดีชีวิตที่สอนให้รู้ว่า การอยู่รอดในวิกฤตประกอบด้วย 3 ส่วนสำคัญ

1. การปรับปรุงที่อยู่อาศัย การยกบ้านสูงตามสถิติน้ำในอดีต

2. ความมั่นคงทางอาหาร การถนอมอาหารจากทรัพยากรท้องถิ่น

3. พลังงานสำรอง การมีแหล่งแสงสว่างที่ไม่พึ่งพาระบบหลัก

ในวันที่น้ำลดและแสงสว่างปกติกลับมา แสงจากโซลาร์เซลล์อันละร้อยกว่าบาทนั้นจะยังคงเป็นเครื่องเตือนใจว่า ในความมืดมิดของภัยพิบัติ แสงที่สว่างที่สุดคือแสงแห่งการเตรียมพร้อมและการมีสติของคนในบ้านนั่นเอง แนะนำให้พี่น้องปลายน้ำหาดใหญ่ พี่น้องพื้นที่ต่างๆหันมาใช้โซลาเซลล์เป็นพลังงานทางเลือกกันครับ…ในยามวิกฤตที่ไม่มีไฟฟ้าเรายังพอจะมีแสงสว่างในย่ามคำคืนอยู่บ้างจากโซลาร์เซลล์…

เผยแพร่ครั้งแรกใน – https://www.facebook.com/share/p/1Dfh1QCWem/

.

สามารถ สาเร็ม

คนแขกลุ่มทะเลสาบ ที่ชอบตามหาของแปลก ๆ ตามตลาดนัด

ใส่ความเห็น