
พังพการเป็นวีรบุรุษในตำนานเมืองนครศรีธรรมราช เป็นผู้นำทัพชาวนครปลดแอกตัวเองจากการเป็นรัฐบรรณาการของชวา การมีตัวตนอยู่ของเขาในอดีตอันห่างไกลทิ้งร่องรอยผ่านภูมินามในย่านรอยต่อระหว่างเขตอำเภอเมืองกับอำเภอพระพรหม เช่นเกาะพังพการ ประดู่พังพการ
.
ตำนานกำเนิดพังพการมีปรากฏในตำนานเมืองนครศรีธรรมราช หลายฉบับ เนื้อหาไม่ผิดจากกันมากนัก โดยกล่าวว่าพ่อแม่เป็นคนเข็ญใจ เมื่อเล็กไปทำนา ผูกเปลไว้แล้วมีงูบองหลาหรืองูจงอาง ขึ้นไปขดบนเปลแล้วคายแก้วสีเขียวไว้ให้
.
motif นี้เหมือนกันกับตำนานกำเนิดสมเด็จเจ้าพะโคะ แต่หากนับห้วงเวลา พังพการจะเกิดก่อนสมเด็จเจ้าหลายร้อยปี คือเกิดในราว พ.ศ.1700 กลาง ๆ สมเด็จเจ้าเกิดหลัง พ.ศ.2000 ไปแล้วแต่ศักราชที่แน่ชัดยังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่
.
บนยอดชั้นในขององค์พระบรมธาตุ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของยอดที่ปฏิสังขรณ์ขึ้นใหม่เมื่อปี พ.ศ.2190 ตามปรากฏจารึกว่ายอดพระเจ้าหัก
.
มีจารึกแผ่นทองเนื้อความสี่บรรทัด ความยาวไม่สามารถระบุได้ แต่ยาวมากพันอยู่รอบแกนยอดนั้น เนื่องจากพันกลับหน้ากลับหลัง หันหน้าเข้าด้านใน อาจารย์เทิม มีเต็ม ขึ้นไปตรวจสอบแล้ว และให้ความเห็นว่าไม่ควรเปลื้องปลดลงมา เพราะอาจทำให้ยอดชั้นในซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของเครื่องบูชาพระบรมธาตุเสียหาย จารึกนี้จึงไม่ได้ถูกอ่าน
.
โดยความอนุเคราะห์ของสภาวัฒนธรรมจังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งได้ขอสำเนาภาพถ่ายการบูรณะยอดพระบรมธาตุช่วงปี 2537 – 2538 จากหอจดหมายเหตุแห่งชาติสงขลา ผมจึงได้ขอไฟล์ภาพบางส่วนที่ถ่ายติดจารึกนี้มาวิเคราะห์ต่อ อ่านได้กระท่อนกระแท่น โดยมีข้อสังเกตดังนี้
.
1.จารึกใช้อักษรขอมไทย ภาษาไทย รูปอักษรที่เห็นตกในราวปลายพุทธศตวรรษที่ 22 ได้ ไม่เห็นลักษณะที่เก่าถึงอยุธยากลางหรืออยุธยาต้น เชื่อได้ว่าเป็นจารึกที่ทำขึ้นเมื่อปฏิสังขรณ์ยอดพระบรมธาตุในปี พ.ศ.๒๑๙๐ ไม่ใช่ของรุ่นเก่าที่พังลงมาแล้วนำกลับขึ้นไป
.
2.พบคำว่า พระบรมธาตุ ๑ คำ ซึ่งบ่งชี้ว่า จารึกนี้ทำโดยคนในบริบทวัฒนธรรมภาคใต้ หรือชาวนครเอง ไม่ใช่จารึกหลวง เรื่องนี้ผมเคยทำรีเสิร์ชและเขียนไว้ในตอนต้นของบทที่ ๑ ในหนังสือมหัคฆภัณฑ์วัณณนาว่า พระบรมธาตุเมืองนคร ถูกเรียกด้วยหลายชื่อมาก แต่เราพบแนวโน้มว่า หากเป็นจารึกที่สร้างโดยขุนนาง หรือเป็นทางการราชการมาก สร้างโดยขุนนางตำแหน่งสูงมากจะใช้คำว่า พระศรีรัตนมหาธาตุ เกือบเสมอ
.
ในขณะที่จารึกที่ใช้คำว่าพระบรมธาตุ หากมีชื่อบุคคลและวิธีสะกดการรันต์ให้เทียบ จะเห็นว่า เป็นจารึกของพระภิกษุเมืองนครเองเสมอ
.
ผมจึงมีแนวโน้มจะเสนอว่า จารึกนี้ ไม่ใช่จารึกที่ทำโดยฝ่ายบ้านเมืองซึ่งมาจากส่วนกลาง หรือได้รับการอุปถัมภ์โดยราชสำนักอยุธยา แต่ทำโดยคณะสงฆ์ หรือชาวเมืองนครศรีธรรมราชนี้
.
3.จารึกส่วนที่พอจะอ่านได้ พรรณนารายการสิ่งของ มีการระบุถึงแก้ว… หลายคำ แต่อ่านไม่ได้ว่าแก้วอะไร มีเพียงคำว่า แลแก้วพังพการ ที่อ่านได้ชัด ซึ่งอาจเข้าใจได้ว่า จารึกส่วนที่ปรากฏนี้ พรรณนาสิ่งที่ถูกนำมาใช้สร้างเป็นยอดชั้นใน อาจจะรวมถึงยอดพุ่มข้าวบิณฑ์-สาแหรกแก้วชั้นนอกด้วย โดยตอนต้นที่พันทับอยู่อาจระบุเหตุการณ์ยอดพระเจ้าหัก และการซ่อมสร้างที่ละเอียดกว่านี้ และในบรรดาสิ่งของซึ่งถูกนำขึ้นไปประดับบนยอดนั้น มีแก้วที่คนนครในยุคนั้นเชื่อว่าเป็นแก้วของพังพการ ถูกนำขึ้นไปด้วย
.
น่าเสียดายที่ในช่วงชีวิตของผม หรืออาจจะอีกหลายรุ่น จะยังไม่มีใครรู้ข้อความเต็ม ๆ ของจารึกที่อยู่สูงที่สุดบนพระบรมธาตุเมืองนครนี้ เพราะกรรมวิธีการซ่อมใหญ่ในครั้งนั้นได้ผนึกปิดรอยต่อการไขเปิดยอดชั้นในอย่างแน่นหนาแล้ว หากผนึกนั้นไม่เสื่อมสภาพ และไม่มีการชำรุดใหญ่ ยอดชั้นใน และข้อความที่จารึกไว้นั้น ก็ยังได้รับการพิทักษ์รักษาโดยเทวดาอยู่เช่นนั้นสืบไป
.
ตำนานพังพการมีดังนี้
———————–
ตำนานกล่าวว่า ในช่วงที่นครศรีธรรมราชต้องอุบายชวา เจ้านครถูกล้อมจับทำให้ต้องทำสัญญาส่งบรรณาการให้ชวานั้น สองสามีภรรยาเข็ญใจคู่หนึ่งชาวบ้านพเตียน ได้ให้กำเนิดบุตรชายคนหนึ่ง เมื่อยังเป็นทารก บิดามารดาไปทำนาเอาบุตรชายผูกแปลไว้แล้วมีงูใหญ่ขึ้นไปขดบนเด็กในเปล คายแก้วสีเขียวไว้ให้แล้วเลื้อยจากไป เด็กคนนั้นได้รับชื่อพังพการจากเหตุการณ์นั้น
.
เมื่อโตขึ้นหน่อยบิดารมารดาให้ดูแลวัวควาย พังพการมีร่างกายใหญ่โตแข็งแรงกว่าเด็กคนอื่นที่เลี้ยงวัวควายด้วยกันจึงเป็นหัวหน้าเพื่อน
.
ตั้งตัวเป็นหัวโจก มีเด็กคนอื่น ๆ สวมบทเป็นมหาดเล็กบ้าง เป็นขุนนางบ้าง พังพการเป็นเจ้าเมือง เอาไม้พาเข มาทำเป็นดาบประจำตัว วันหนึ่งพังพการสั่งเด็กมหาดเล็กไปวิดปลา กำหนดโทษว่าถ้าใครทำปลาหลุดจะต้องโทษประหาร เมื่อมีเด็กทำปลาหลุดพังพการจึงเอาดาบไม้พาเขฟันตามโทษที่กำหนดไว้ ฟันยังไงไม่รู้จากดาบไม้เนื้ออ่อน ทำให้เด็กที่ต้องโทษตัวขาดเป็นสองท่อน
.
พ่อแม่เด็กจึงไปร้องเรียนกับกรมการเมือง กรมการเมืองมาล้อมจับพังพการก็ไล่ตีไม่มีใครจับได้ พลางบอกว่ากูไม่กลัวเจ้านครศรีธรรมราช (คือพระเจ้าศรีธรรมาโศกราช)
.
เจ้านครจึงขี่ช้างมาพบถามว่าจริงไม๊ที่บอกว่าไม่กลัวเจ้านคร พังพการว่าไม่กลัว เจ้านครเห็นว่าเด็กคนนี้ดูท่าทางฉลาดหน่วยก้านดี น่าจะช่วยราชการภายหน้าได้ แล้วพาพังพการขึ้นช้างเข้าเมืองนคร
.
เมื่อพังพการมาอยู่กับเจ้านคร เจ้านครก็วางแผนปลดแอกจากชวา เมื่อชวามาทวงส่วยก็ไล่กลับไป พวกชวาจึงยกกองทัพมากำราบ
.
เจ้านครให้พังพการเป็นแม่ทัพรับศึกชวา ตำนานระบุว่าพังพการไปชุมนุมทัพที่เขาหลักไก่ ภายหลังเขานี้ได้เปลี่ยนชื่อเป็นเขามหาชัย เพราะชัยชนะในศึกกับชวา
.
สมุดไทยตำนานพระธาตุนครศรีธรรมราช เลขที่ ๗๖ พระประมวลธนรัตน์ (ผูก) มอบให้หอพระสมุดวชิรญาณ ปัจจุบันเก็บรักษาอยู่ในหอสมุดแห่งชาติ ได้ให้รายละเอียดเกี่ยวกับกองทัพของพังพการว่า มีกองทัพเด็กรวมอยู่ด้วยและดูเหมือนจะมีบทบาทสำคัญมากในศึกกับชวาครั้งนี้ ตำนานระบุว่า
.
“…จึงพังพการแลกรมการทั้งหลายแต่งเด็กออกมารบด้วยชวา พังพการก็ฆ่าชวาเสียทีละยี่สิบสามสิบคนทุกวัน พลชวาตายเปนอันมากนัก แลจะเหนตัวพังพการก็หาไม่ จึงพระยาก็ยกออกไปตั้ง แลให้ขุดคูรอบกันตัวชวา
.
จึงพังพการก็เอาเด็กเจด็ร้อย ไล่รุกชวา ๆ ก็หนีไป…”
.
แต่นั้นมาเมืองนครศรีธรรมราชก็ไม่ต้องส่งบรรณาการให้ชวาอีก เจ้านครได้มอบเมืองพระเวียงให้พังพการปกครองกึ่งหนึ่ง แต่อยู่มาไม่นานเมื่อเจ้านครสิ้นพระชนม์เมืองนครก็โทรมลง จนกระทั่งศรีมหาราชามาฟื้นเมืองนครอีกครั้งในหลายสิบปีถัดมา
เผยแพร่ครั้งแรกใน – https://www.facebook.com/share/p/1AkagYdTzi/