
๏ เจ้าอย่าเสียใจ เห็นจักได้ไป
ในเมืองลังกา ยังอีกสามวัน กำปั่นจักมา
เจ้าปักธงถ้า ไว้ที่หาดทราย…
“พระนางเหมชาลา” และเจ้าชายทนธกุมารอยู่ในความเศร้าโศกเสียใจอยู่นาน ครั้นตั้งสติได้ก็อธิษฐานถึงมหาเถรพรหมเทพ มหาเถรพรหมเทพเมื่อได้ทราบความเป็นไปทั้งหมดด้วยทิพยญาณ ก็นิรมิตรตนเป็นพญาครุฑปีกยาวข้างละถึงหนึ่งโยชน์ บินลงไปยังนาคพิภพเพื่อนำเอาพระทันตธาตุกลับคืนมา ในกาลนั้นท้าวนาคาพยายามต่อรองกับมหาเถรพรหมเทพ ให้พระทันตธาตุได้ประดิษฐานไว้ในบาดาลเพื่อเหล่านาคได้สักการะ แต่มหาเถรพรหมเทพแจ้งว่าจะต้องนำพระทันตธาตุกลับขึ้นไป เพื่อที่พระบรมธาตุจะได้ถูกนำไปประดิษฐานยังลังกา แล้วนำพระทันตธาตุกลับขึ้นมายังหาดทรายแก้วมอบแด่พระนางเหมชาลา และเจ้าชายทนธกุมาร แล้วเหาะกลับคืนยังอาศรมที่เขาหัศกัน
๏ พระเถรไปแล้ว พี่น้องสองแก้ว
ปักธงสไบ ไว้ที่หาดทราย สองไท้เข้าไป
ซ่อนตัวอยู่ใน เหมือนแต่ไรมา
๏ เห็นแล้วพระเถรา แปลงกายาบัดเดี๋ยวใจ
เป็นครุฑผาดผุดไป องค์ท้าวไทท้าวเมรา
๏ นัยน์เนตรครือเพลิงกัลป์ ตาลักลานครือสุริยา
ปีกหางข้างโยชนา ว่ายเวหาด้วยฤทธิไกร…
อยู่มาครบสามวันตามคำของมหาเถร เรือกำปั่นวาณิชย์ลำหนึ่งขณะแล่นไปค้าขายยังลังกาผ่านมายังหาดทรายแก้ว ได้เห็นธงปักอยู่ที่หาดทรายก็ประหลาดใจ เพราะได้เดินเรือผ่านไปมาช้านาน ปรกติไม่มีผู้คนอาศัยอยู่บริเวณนี้จึงแวะขึ้นฝั่งตรวจดู ฝ่ายพระนางเหมชาลา และเจ้าชายทนธกุมารจึงออกมาพบกับชาวเรือขออาศัยโดยสารไปยังลังกาด้วย ด้วยอานุภาพแห่งพระทันตธาตุที่พระนางเหมชาลาซ่อนไว้ในมวยผมนั้น ก็ทำให้ชาวเรือเอ็นดูสงสาร ให้ทั้งสองโดยสารไปด้วยได้
๏ เรื่องนี้ยกไว้พลัน ยังมีกำปั่น
แล่นมาโดยหมาย จะไปลังกา สินค้าจำหน่าย
มาถึงหาดทราย เห็นธงแกว่งไกว
๏ จึงคิดด้วยกัน เห็นเป็นอัศจรรย์
ประหลาดเหลือใจ ไม่มีผู้คน อยู่ที่นี่ไซร้
มาเป็นฉันใด ธงชัยปักอยู่…