
ท่ามกลางอ้อมกอดของเทือกเขาบรรทัดที่โอบล้อมเกือบรอบทิศทาง บ้านคลองกั่ว ตั้งอยู่อย่างสงบโดยมีสายน้ำชื่อเดียวกันไหลพาดผ่านกลางหมู่บ้าน แม้ในวันนี้สีเขียวเข้มของสวนยางพาราและไม้ผลจะเข้ามาแทนที่พื้นที่เกษตรกรรมดั้งเดิมไปมาก จนเหลือพื้นที่นาเพียง 40 ไร่ในปี 2569 จากที่เคยมีนับร้อยไร่ แต่ความจริงที่ว่า “คนกินข้าวต้องปลูกข้าว” ยังคงฝังรากอยู่ในจิตวิญญาณของคนที่นี่โดยเฉพาะผู้สูงอายุ….

ภูมิศาสตร์แห่งรวงข้าว : สี่ทุ่งนาประวัติศาสตร์
พื้นที่ทำนาเชิงเขาบรรทัดของคลองกั่ว ถูกแบ่งออกตามสภาพภูมิประเทศและประวัติศาสตร์การตั้งถิ่นฐาน 4 พื้นที่หลัก ได้แก่
1. นาตก ทุ่งนาทางทิศตะวันตกของหมู่บ้าน หลังมัสยิดบ้ายคลองกั่ว
2. นาช้าง พื้นที่ประวัติศาสตร์ใกล้คลองช้าง ต้นน้ำของคลองกั่วที่ไหลไปยังคลองภูมี และต้นน้ำคลองดูสนฝั่งสตูล เล่ากันว่าอดีตเป็นที่พักพิงของโขลงช้างป่าจำนวนมาก
3. นาบ้าน ผืนนากลางหมู่บ้านที่เป็นหัวใจหลักของการเพาะปลูก…
4. นาหยี ตั้งชื่อเพื่อเป็นเกียรติแก่ “ฮัจญี” ผู้บุกเบิก แต่ปัจจุบันนาผืนนี้ได้ปิดตำนานลงอย่างถาวรมาแล้ว 2 ปี โดยถูกเปลี่ยนสภาพเป็นสวนผลไม้ตามกระแสเศรษฐกิจ

























รอยแผลจากมหาภัยพิบัติ 2568
ปลายเดือนพฤศจิกายน ปี 2568 มวลน้ำมหาศาลจากฝนที่ตกหนัก10วัน10คืนได้สร้าง “มหาภัยพิบัติ” ครั้งใหญ่ สายเหมืองที่ชาวบ้านขุดด้วยแรงกายจากคลองช้างเพื่อหล่อเลี้ยง นาช้าง และ นาบ้าน ถูกน้ำซัดจนตัดขาด ส่งผลกระทบต่อเนื่องมาถึงฤดูกาลผลิตในปี 2569 ที่นาบางส่วนต้องถูกทิ้งร้างเพราะขาดแคลนระบบชลประทาน
ภูมิปัญญาดั้งเดิม
โต๊ะสัน หลีหมาด ผู้อาวุโสแห่งต้นน้ำและตำนานข้าวพื้นเมือง
โต๊ะสัน หลีหมาด อดีตอีหม่ามวัย 91 ปี บุตรชายของผู้ใหญ่บ้านคนแรก ยังคงเป็นภาพตัวแทนของความแข็งแกร่ง ท่านใช้ชีวิตอยู่ในบ้านไม้หลังใหญ่ที่สร้างเอง โดยมีวิวนาเชิงเขาบรรทัดเป็นฉากหลัง ท่านถ่ายทอดเรื่องราวของการทำนาของบ้านคลองกั่วที่อาศัยการลดหลั่นของพื้นที่ ในการระบายน้ำจากนาพื้นแรกริมคลองกั่วที่เชื่อมต่อกับระบบเหมืองที่ขุดขึ้นเองเพื่อนำน้ำจากคลองเข้าผืนนา เรียกว่า เหมืองไส้ไก่ ระหว่างนาแต่ละผืน(บิ้ง)มีช่องระบายน้ำให้กันจสกนาบนสุดลงไปยังนาที่อยู่ต่ำสุด
ในความทรงจำของโต๊ะสัน พันธุ์ข้าวพื้นเมืองคือมรดกที่กำลังเลือนหาย
ข้าวดอกข่า และ ข้าวเล็กนก ข้าวอายุ 5 เดือนที่นำสายพันธุ์มาจากไทรบุรี (มาเลเซีย)
ข้าวยาบู ข้าวครูหนุน และ ข้าวไหลผุด ข้าวอายุ 6 เดือน
ข้าวนางนาถ ข้าวหนักที่ต้องใช้เวลาปลูกถึง 7 เดือน
ปัจจุบัน “ข้าวหอมประทุม” ได้เข้ามาเป็นพืชหลักแทนที่ ส่วนพันธุ์พื้นเมืองเหล่านั้นเหลือเพียงชื่อและเมล็ดพันธุ์บางส่วนที่ถูกเก็บไว้ใน “เปาะข้าว” หรือ “เรินข้าว” (ยุ้งฉาง) โดยไร้คนนำลงดิน…

การปรับตัวของวิถีนา
ในอดีตใช้วัวควายไถนา ปลูกข้าวด้วยการหว่านหรือดำนา แต่ปัจจุบันพี่น้องบ้านคลองกั่วได้ปรับตัวตามยุคสมัย ลูกหลานที่จบการศึกษาด้านเกษตรได้นำวิธีการ “ปลูกข้าวโยน” เข้ามาใช้เมื่อ 5 ปีก่อน เพื่อลดขั้นตอนและระยะเวลาในการทำนา แม้ในปี 2569 ทุ่งนาจะเต็มไปด้วยร่องรอยของทรายที่พัดพามากับกระแสน้ำท่วมใหญ่จนต้นกล้าเสียหาย แต่จิตวิญญาณชาวนาไม่ได้ล่มสลายไปกับน้ำ หลังน้ำลด ชาวบ้านยังคงเดินลงนาเพื่อ “ซ่อม” และปลูกข้าวใหม่ในส่วนที่หายไป…
บทเรียนจากปี 2568 ไม่เพียงแต่ทิ้งรอยทรายไว้บนผืนนา แต่ยังย้ำเตือนให้คนต้นน้ำเชิงเขาบรรทัดตระหนักถึงความผันแปรของธรรมชาติ และความสำคัญของการรักษาผืนนาที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิด เพื่อให้คำว่า “คนกินข้าวต้องปลูกข้าว” ยังคงเป็นจริงสืบไป…
ขอขอบคุณ
โต๊ะสัน หลีหมาด ชาวนาเชิงเขาบรรทัดวัย91ปี
สูซี่ สาว เขาพระ ผู้พาสำรวจ
เผยแพร่ครั้งแรกใน – https://www.facebook.com/share/p/17rgA6yAJm/