
“ลูกเนียง” คือพืชยืนต้นคู่ครัวของคนภาคใต้ มักถูกนำมาใช้เป็นผักเหนาะ (ผักเคียง) กินคู่กับ น้ำชุบ (น้ำพริก) หรือแกงเผ็ด แกงส้ม แล้วแต่ชอบ อย่างไรก็ตาม ลูกเนียงมีสารสำคัญที่ก่อให้เกิดกลิ่นเฉพาะตัวที่ค่อนข้างฉุน ทำให้หลายคน โดยเฉพาะผู้ที่ไม่คุ้นชินต้องส่ายหน้าหนี ผู้เขียนเองก็เป็นหนึ่งในนั้น ตั้งแต่วัยเด็ก การบริโภคลูกเนียงที่บ้านมักเป็นการกิน ลูกเนียงสด หรือ เนียงเพาะในทราย ซึ่งแม้จะมีความเชื่อว่าช่วยให้เนื้ออ่อนลงและอร่อยขึ้น แต่กลิ่นก็ยังคงอยู่ จนทำให้เกิดความขยาด ไม่กล้าลิ้มลองมานาน
#การค้นพบครั้งใหม่ ณ เมืองคอน
จุดเปลี่ยนเกิดขึ้นเมื่อย้ายมาใช้ชีวิตที่ จังหวัดนครศรีธรรมราช เมืองแห่งความหลากหลานทั้งประเพณีและอาหารใต้ ที่นี่ ลูกเนียงถูกนำเสนอในรูปแบบใหม่ ที่แตกต่างออกไป นั่นคือ #ลูกเนียงต้ม ที่ปรุงเป็นขนมหวาน การลองชิมครั้งแรกที่ ตลาดสดคูขวาง ยังคงไม่เป็นไปตามหวัง ลูกเนียงต้มยังคงมีกลิ่นหลงเหลืออยู่ สร้างความผิดหวังและตอกย้ำความขยาดที่มีต่อขนมชนิดนี้ไปอีกระยะหนึ่ง

เคล็ดลับ 9 ชั่วโมง ปราบกลิ่นจนสิ้นซาก
จนกระทั่งวันนี้ ณ บริเวณหน้าวัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร ได้พบกับคุณน้าสองท่านที่มาวางขายลูกเนียงต้มเมื่อสอบถามถึงความแตกต่าง คุณน้าได้เปิดเผยเคล็ดลับสำคัญว่า #ลูกเนียงที่นำมาขายนั้นได้ผ่านการ_ต้มอย่างยาวนานถึงเก้าชั่วโมง ซึ่งวิธีการนี้ถูกใช้เพื่อสลายกลิ่นฉุนให้หมดไป ด้วยความสงสัยระคนอยากพิสูจน์ จึงตัดสินใจอุดหนุนมาชิม และผลลัพธ์ที่ได้ก็สร้างความประหลาดใจอย่างยิ่ง ลูกเนียงต้มสูตรนี้ ไม่มีกลิ่นฉุนหลงเหลืออยู่เลย เนื้อสัมผัสของลูกเนียงมีความ มัน นุ่มนวล เมื่อเคี้ยวรวมกับมะพร้าวทึนทึก ที่ขูดฝอยและนำไปซาว กับเกลือเล็กน้อย และน้ำตาลทราย จนมีรสชาติ หวานนำ และ เค็มตาม


รสชาติที่รวมกันในปากให้ความรู้สึกอร่อยลงตัวอย่างไม่น่าเชื่อ ความมันของเนื้อลูกเนียงผสานกับความหวานเค็มของมะพร้าว สร้างมิติที่ชวนให้เคี้ยวเพลิน ถือเป็นการค้นพบรสชาติใหม่ที่ทำให้ทัศนคติต่อลูกเนียงเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง นอกเหนือจากรสชาติที่น่าประทับใจแล้ว สิ่งที่น่าสนใจไม่แพ้กันคือมูลค่าทางเศรษฐกิจของภูมิปัญญานี้ คุณน้าผู้ขายเล่าว่า ลูกเนียงต้มหนึ่งถาดใหญ่ในภาพที่โพสสามารถสร้างรายได้จากการขายได้ถึงประมาณ สามพันบาทเลยทีเดียว ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า “ลูกเนียงต้ม 9 ชั่วโมง” สูตรนี้เป็นที่ต้องการและได้รับการยอมรับจากผู้บริโภคเป็นอย่างมาก
การเดินทางของลูกเนียงจาก “ผักเหนาะกลิ่นแรง” มาสู่ “ขนมหวานทำเงิน” นี้ เป็นตัวอย่างอันดีที่แสดงให้เห็นถึง พลังของภูมิปัญญาชาวบ้าน ที่สามารถนำวัตถุดิบเดิม ๆ มาแปรรูปด้วยเทคนิคพิเศษ เพื่อเอาชนะข้อจำกัดทางรสชาติ และสร้างสรรค์เป็นเมนูใหม่ที่ทั้งอร่อยและมีมูลค่าในที่สุด
เผยแพร่ครั้งแรกใน – https://www.facebook.com/share/p/17e5s4rKUZ/