
บนผืนดินตอนในของลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา บริเวณที่ราบลุ่มเชิงเขาบรรทัดอันอุดมสมบูรณ์ บ้านคลองกั่ว ยังคงทำหน้าที่เป็นฐานที่มั่นสุดท้ายของวิถีชาวนาเชิงเขา
แม้กาลเวลาจะหมุนเวียนไปสู่ยุคเกษตรอุตสาหกรรม แต่ที่นี่กลับยังปรากฏ “เปาะข้าว” หรือ “เรินข้าว” (ยุ้งฉาง) มากกว่า 10 หลัง ตั้งตระหง่านเป็นพยานวัตถุทาง


ประวัติศาสตร์ที่ยังมีลมหายใจ
เปาะข้าว_เรินข้าว สถาปัตยกรรมแห่งความมั่นคงทางอาหาร
จากการสำรวจท้องทุ่งและบ้านเรือนในคลองกั่ว เราพบ เปาะข้าว หรือ เรินข้าว ที่สร้างขึ้นตั้งแต่ราวปี พ.ศ. 2510 โดดเด่นด้วยหลังคามุงกระเบื้องดินเผาแผ่นเล็ก ซึ่งในสมัยนั้นต้องเดินทางไปซื้อถึงอำเภอควนเนียง ตัวเรือนกั้นด้วยไม้ไผ่สานอย่างประณีตเพื่อให้อากาศถ่ายเท ป้องกันความชื้นไม่ให้กัดกินเมล็ดพันธุ์..
ในยุคปัจจุบัน เปาะข้าว_เรินข้าว เหล่านี้ปรับตัวตามความสะดวก ข้าวเปลือกถูกบรรจุใส่กระสอบหลังผ่านการเก็บเกี่ยวด้วยรถเกี่ยวข้าว แล้วนำขึ้นไปวางเรียงรายไว้บน เปาะข้าว_เรินข้าว เช่นเดียวกับวิถีของบ้าน หวารมล๊ะ หมัดล๊ะ ที่ยังคงรักษาการเก็บข้าวไว้กินเองในครัวเรือน


ตู้นิรภัยกาลเวลา ข้าว 15 ปีที่บ้านโต๊ะดลมาดา
ห่างออกไปไม่ไกล ณ บ้านของ โต๊ะดลมาดา อาจสัน (79 ปี) และ โต๊ะหรี อาจสัน (75 ปี) สองสามีภรรยาผู้เฒ่าที่เพิ่งวางมือจากการทำนาเมื่อปีที่ผ่านมา ที่นี่เราได้พบกับ “สมบัติ” ที่ประเมินค่าไม่ได้… บน เปาะข้าว_เรินข้าว ของโต๊ะทั้งสอง ยังคงมีรวงข้าวที่เก็บด้วยมือทีละรวงด้วยอุปกรณ์ดั้งเดิมที่เรียกว่า “แกะ” มัดเป็นพุ่ม(เลียง)สวยงาม ดับซ้อนไว้ ข้าวเหล่านี้ประกอบด้วยข้าวไร่และข้าวนาสายพันธุ์ดั้งเดิม เช่น ข้าวเล็บนก และ ข้าวช้างโอ่ม (อุ่ม) ซึ่งถูกเก็บรักษาไว้นานถึง 15 ปี
“ไม่ได้เอามากิน” โต๊ะดลมาดา บอกกับเราพลางเล่าว่า ตลอด 15 ปีที่ผ่านมาหันมาใช้รถเกี่ยวข้าวเพราะสะดวกกว่า ข้าวที่เก็บด้วยแกะต้องผ่านกระบวนการ “นวด” ด้วยเท้าก่อนจึงจะนำไปสีได้ ต่างจากข้าวเปลือกจากรถเกี่ยวที่ส่งโรงสีได้ทันที แม้ข้าวอายุ 15 ปีนี้จะยังพอหุงกินได้หากจำเป็น แต่ในแง่ของความพยายามที่จะต่อชีวิตพืชพรรณ โต๊ะยอมรับว่าเมล็ดเหล่านี้คงไม่สามารถนำไปเพาะให้งอกงามได้อีกต่อไปแล้ว…แต่ก็น่าลองดู


ร่องรอยสายพันธุ์ข้าวในความทรงจำ
ในบทสนทนาบนแคร่ไม้ใต้ถุนใกล้ เปาะข้าว_เรินข้าว โต๊ะดลมาดา ยังได้รื้อฟื้นชื่อสายพันธุ์ข้าวที่ครั้งหนึ่งเคยชูรวงเต็มทุ่งคลองกั่ว แต่ปัจจุบันเหลือเพียงชื่อในความทรงจำ ได้แก่
ข้าวยาไทร ผมสันนิษฐานว่าชื่อเต็มคือ “ข้าวพระยาไทรบุรี” อาจเป็นสายพันธุ์ข้าวที่เจ้าเมืองไทรบุรี(สุลต่านเคดะห์) มอบให้จึงตกข้างอยู่ในชื่อเรียก







ข้าวสามรวง พันธุ์ข้าวพื้นเมืองที่มีลักษณะเด่นอันเป็นเอกลักษณ์..
บทสรุป เมื่อ “แกะ” ถูกแทนที่ด้วย “รถเกี่ยว” เปาะข้าวหรือเรินข้าวที่บ้านคลองกั่วในวันนี้ จึงไม่ได้เป็นเพียงที่เก็บเมล็ดพันธุ์เพื่อประทังชีพ แต่เป็นดั่ง “หอจดหมายเหตุทางวัฒนธรรม” ที่บันทึกช่วงรอยต่อระหว่างยุคสมัย จากการเก็บข้าวทีละรวงด้วยความละเมียดละไม สู่การเก็บเกี่ยวด้วยรถจักรที่รวดเร็ว แม้เมล็ดข้าวบนเปาะบางส่วนจะหมดอายุขัยในการเติบโตไปแล้ว แต่เรื่องราวของ “คนกับข้าว” ที่เชิงเขาบรรทัดแห่งนี้ ยังคงส่งเสียงกระซิบเตือนใจให้คนรุ่นหลังได้รู้ว่า กว่าจะมาเป็นข้าวแต่ละเม็ดในจาน วิถีชีวิตของบรรพบุรุษนั้นผูกพันกับผืนดินและรวงข้าวอย่างลึกซึ้งเพียงใด…
เผยแพร่ครั้งแรกใน – https://www.facebook.com/share/p/17jMNmoxMz/