ร่องรอยความกลัว : ที่ปลายน้ำหาดใหญ่คลองอู่ตะเภา – จากปากคำของ “มะ”

ภาพถ่าย “มะ”ของผม กำลังยืนอยู่ในน้ำ ในมือถือน้ำที่ประชาชนบริจาคให้ น้ำตาแห่งความตื้นตันและความห่วงใยได้ไหลออกมาอีกครั้ง…

มหาภัยน้ำท่วมหาดใหญ่ปี 2568 ไม่ได้จบลงแค่ในตัวเมือง แต่คลื่นน้ำมหาศาลยังคงไหลบ่าลงสู่พื้นที่ปลายน้ำอย่างรุนแรง โดยมี “คลองอู่ตะเภา” เป็นเส้นทางหลักที่พัดพาทั้งความเสียหายและความหวาดผวาผ่านชุมชน

เรื่องราวเหล่านี้ถูกถ่ายทอดผ่านปากคำของ “มะ” ผู้เขียนเป็นคนบ้านควน หนึ่งในสิบหมู่บ้านของตำบลคูเต่า อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา หรือหนึ่งมนหมื่นกว่าชีวิตที่ตำบลคูเต่า ซึ่งคลองอู่ตะเภาไหลผ่ากลางชุมชนบ้านควน และห่างจากคลองระบายน้ำที่1(คลองภูมินาถดำริ) เพียง 4-5 กิโลเมตร

“มะ” เล่าถึงวันวิกฤตที่น้ำเริ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ต้องมีอพยพไปอยู่รวมกันที่อาคารเรียนความรู้ทางศาสนาอิสลามซึ่งเป็นอาคารสูง อพยพถึง สามรอบ เพื่อให้เครือญาติที่มี คนป่วย ผู้สูงอายุ และทารก จำนวนกว่า 20 ชีวิต ออกจากบ้านพัก “ตอนนั้นน้ำบนถนนถึงระดับเอวประมาณ 1 เมตร เรือที่นำมาใช้ไม่สามารถขับเคลื่อนได้แล้วเพราะกระแสน้ำแรงมาก ต้องใช้วิธี รุน หรือ เข็น ไปตามถนน โชคดีที่อัลเลาะห์ให้ฝนไม่ตก แต่ระดับน้ำแรงและสูงขึ้นตลอดเวลา”

การอพยพที่ทุลักทุเลและเต็มไปด้วยความกลัมได้สิ้นสุดลงที่โรงเรียนสอนศาสนา (โรงเรียนแขก) ของหมู่บ้านผมยังติดต่อสื่อสารได้รับรู้ว่า ที่บ้านอพยพแล้ว แต่ก็ยังห่วงมาก

เสียงที่ต้องเปล่งจากใจกลางความห่วงใย

ขณะที่มะและเครือญาติกำลังเผชิญหน้ากับมวลน้ำที่บ้านควน ผมติดอยู่ในสถานการณ์น้ำท่วมที่จังหวัดนครศรีธรรมราชเช่นกัน แต่ความรุนแรงน้อยกว่า ทว่าความทุกข์ใจกลับถาโถม เมื่อได้เห็นข่าวที่เสนอให้ ระเบิดถนนลพบุรีราเมศวร์ ซึ่งเป็นเสมือนเส้นชีวิตของคนปลายน้ำหาดใหญ่….

“ผมกินไม่ได้ นอนไม่หลับ ร้องไห้ด้วยความห่วงใย เมื่อเห็นข่าวจะระเบิดถนนลพบุรีราเมศวร์ บ้านเราอยู่ปลายน้ำ หากทำไป ชีวิตคนที่เรารักจะอยู่ยังไง ในเมื่อบ้านเราก็ท่วมจมลอยคอเหมือนคนในเมืองหาดใหญ่”

ความกลัวและความคับข้องใจได้กลายเป็นพลังขับเคลื่อนให้ผมลุกขึ้นสู้ ผมหยุดร้อง ใช้ความรักในงานเขียนเป็นอาวุธ และลุยน้ำออกไปซื้อข้าวกินเพื่อเพิ่มพลังความคิด กลับมากินข้าวได้ครึ่งห่อ แล้วเริ่มเขียนข้อความโต้แย้งทันที โดยใช้ความจริงเป็นทางนำ “เขียนไปร้องไปและกั้นไว้” คือความรู้สึกในขณะนั้น

และสื่อสารผ่านช่องทางโซเชียลมีเดียส่วนตัว และการขอความช่วยเหลือให้พี่น้องช่วยกันแชร์ ทำให้ประเด็นนี้ถูกส่งต่อจนกลายเป็นข่าว มีนักข่าวหลายสำนักติดต่อมาสัมภาษณ์ …(ขอขอบคุณสื่อมากๆครับ)

ภาพถ่ายและความพยายามที่พาให้ได้กลับบ้าน

เมื่อสถานการณ์น้ำที่นครศรีธรรมราชเริ่มคลี่คลาย ผมไม่รอช้า รีบจองรถเพื่อเดินทางกลับบ้านทันที แต่ก่อนจะถึงบ้านควน ยังต้องแวะพักที่สิงหนคร ความพยายามในการโทรศัพท์ขอความช่วยเหลือจากผู้มีอำนาจและคนใหญ่คนโต ทำให้มีการส่งกำลังทหารเข้าไปช่วยเหลือในพื้นที่บ้านควนในวันที่ระดับน้ำเริ่มลดลง

ตอนกลางวันเสาน์ที่นอนไม่หลับติดต่อกันมาหลายคืน ผมพยายามค้นหาภาพการช่วยเหลือที่บ้านควน และในที่สุดก็พบภาพที่ทำให้ดีใจและหัวใจแทบสลาย

ภาพถ่าย “มะ”ของผม กำลังยืนอยู่ในน้ำ ในมือถือน้ำที่ประชาชนบริจาคให้ น้ำตาแห่งความตื้นตันและความห่วงใยได้ไหลออกมาอีกครั้ง…

เมื่อเดินทางกลับถึงบ้านควนได้ก็ได้พบกับมะ ปะที่นอนป่วยอยู่ และน้องที่เหนื่อยล้าจากการรับมือสถานการณ์ ผมรับฟังเรื่องราวทั้งหมดพร้อมกับกลั้นน้ำตาไว้ไม่ให้ไหลออกมา วันรุ่งขึ้น มะก็ล้มป่วยลงสองวันด้วยอาการเวียนหัว ซึ่งเป็นผลมาจากความเหนื่อยล้าที่ต้องยืนในน้ำบนถนนรอคนมาให้ของ เมื่อหายป๋วย ได้คุยกันมะเล่าว่าไม่ได้เรียกให้รถหยุด ถ้าเขาให้เขาจะหยุดรถเอง

“มะยืนรอเฉยๆในน้ำ ไม่ได้เรียก เพราะรถที่มอบให้เขาจะจอดเอง บางคันเขาตั้งใจนำไปให้พี่น้องที่อยู่ข้างในอีก มะยืนรอรับน้ำที่คนแปลกหน้าซึ่งเป็นประชาชนเขาจะหยุดมอบให้ถึงสองวัน” ต้นเหตุของอาการป่วย เนื่องจากปะป่วยและน้องล้ามาก มะจึงต้องไปรอรับความช่วยเหลือเพียงลำพังที่ริมถนนน้ำยังท่วมอยู่ การยืนอยู่ในน้ำสองวันเพื่อรอรับน้ำใจจากผู้คนแปลกหน้านี้เอง ที่เป็นสาเหตุของอาการป่วยในเวลาต่อมา…

สามารถ สาเร็ม เขียน 2 ธันวาคม

เผยแพร่ครั้งแรกใน – https://www.facebook.com/share/p/16ugPe4cMp/

สามารถ สาเร็ม

คนแขกลุ่มทะเลสาบ ที่ชอบตามหาของแปลก ๆ ตามตลาดนัด

ใส่ความเห็น