ปากคำคนปลายน้ำหาดใหญ่ : หญิงแกร่งผู้ฝ่ากระแสน้ำไปหา “ปะ”

ท่ามกลางวิกฤตมหาภัยพิบัติน้ำท่วมหาดใหญ่เมื่อปลายเดือนพฤศจิกายน 2568 ผมพยายามบันทึกเรื่องราวของพี่น้องลุ่มน้ำอู่ตะเภาตอนล่างเอาไว้ แม้การสัมภาษณ์แต่ละครั้งจะเต็มไปด้วยหยาดน้ำตาทั้งผู้เล่าและผู้ฟัง แต่นี่คือ “ปากคำของชีวิต” คือหลักฐานทางประวัติศาสตร์ความทรงจำของคนตัวเล็กตัวน้อยริมขอบทะเลสาบสงขลาตอนล่าง เสียงที่มักจะแผ่วเบาและไปไม่ถึงในเมืองใหญ่
ภารกิจหัวใจ : เดินลุยน้ำ 3 กิโลเมตรเพื่อ “ปะ” (พ่อ)
คุณลติตา เจ๊ะหวังสวา หญิงสาววัย 33 ปี ชาวบ้านควน หมู่ 5 ต.คูเต่า อ.หาดใหญ่ โดยกำเนิด เล่าให้ฟังว่า ในวันที่ระดับน้ำเริ่มขยับสูงขึ้นอย่างน่ากลัว ใจของเธอกังวลถึง “ปะ” (พ่อ) ที่อยู่บ้านเพียงลำพังด้วยสุขภาพที่ไม่แข็งแรงปกติ แม้บ้านสามีจะห่างออกไปเพียง 4 กิโลเมตร แต่นั่นคือระยะทางที่ถูกตัดขาดด้วยมวลน้ำ

เธอตัดสินใจขับรถพ่วงข้างฝ่าออกมาพร้อมเสบียงอาหาร ลุยน้ำไปได้เพียง 1 กิโลเมตรก็ต้องจอดรถทิ้งไว้ แล้วตัดสินใจ “เดินลุยน้ำต่อไปอีก 3 กิโลเมตร” เพียงลำพังเพื่อไปให้ถึงบ้าน “ปะ” เมื่อไปถึงก็พบว่าน้ำเข้าท่วมบ้านแล้วเพราะบ้านชั้นเดียว โชคดีที่ญาติซึ่งอยู่ห่างไป 300 เมตรพยายามนำเรือมาให้ใช้เป็นที่พักพิงชั่วคราว โดยการนำเรือเข้าไปจอดในบ้านแล้วให้”ปะ” นอนประคองชีวิตอยู่บนเรือลำนั้น

ด้วยภาระที่มีลูกเล็กต้องดูแล ลติตาจำใจต้องเดินทางกลับบ้านของตน เธออยากพา “ปะ” ไปด้วยแต่ทำไม่ได้ เพราะกระแสน้ำเชี่ยวพัดแรงเกินกว่าจะต้านทาน อีกทั้งเรือก็ไม่มีน้ำมัน พ่อและลูกจึงต้องจำยอมแยกกันอยู่คนละฟากฝั่งของมวลน้ำ

เมื่อความเงียบงันมาเยือน : ไร้ไฟ ไร้สัญญาณ ไร้การติดต่อ
หลังจากวันนั้น ระดับน้ำท่วมสูงขึ้นจนเข้าขั้นวิกฤต การเดินทางถูกตัดขาดโดยสิ้นเชิง สัญญาณโทรศัพท์ดับวูบ แบตเตอรี่หมดเพราะไฟฟ้าถูกตัด แต่ความจริงที่รวดร้าวกว่านั้นคือ “ปะ” ของเธอไม่มีโทรศัพท์ เช่นเดียวกับผู้สูงอายุอีกหลายท่านในตำบลคูเต่าที่ใช้เทคโนโลยีไม่เป็น ในช่วงเวลาที่น้ำขึ้นสูงสุด ลติตาทำได้เพียงรอคอยด้วยความหวังท่ามกลางความมืดมิด

ฝ่าคลองอู่ตะเภา : การเดินทางที่ฝากไว้กับพระเจ้า(อัลเลาะห์)
เมื่อสถานการณ์เริ่มคลี่คลายแม้ระดับน้ำยังสูงเกือบถึงคอ ลติตาได้รับความช่วยเหลือจากเพื่อนบ้านคนหนึ่งที่ตัดสินใจนำเรือออกไปเยี่ยมพ่อแม่ในหมู่บ้านเดียวกัน พวกเขาต้องขับเรือข้ามคลองอู่ตะเภาที่น้ำไหลเชี่ยวรุนแรง ลัดเลาะฝ่าทุ่งนาที่กลายเป็นทะเล

“น้ำไหลแรงมาก เรือขยับไปได้ช้าเหลือเกิน ตลอดทางฉันทำได้เพียงนั่งมูจับ (คำกล่าวที่มุสลิมเชื่อว่าก่อนวิญญาณออกจากร่างห่ากใครได้กล่าวคำนี้จะได้ขึ้นสวรรค์ของพระเจ้า) และดูอาร์ขอพรจากพระเจ้า (อัลเลาะห์) ให้คุ้มครอง” ลติตากล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ

เมื่อมาถึงจุดที่เรือเข้าไม่ถึง เธอตัดสินใจลงจากเรือแล้ว “ลอยคอลุยน้ำ” เข้าไปหาปะอีกครั้ง ภาพที่ปรากฏตรงหน้าคือปะยังปลอดภัยดี นอนอยู่บนเรือที่ญาติสละให้ภายในบ้าน โดยญาติพี่น้องคนอื่นๆ ได้อพยพไปรวมตัวกันที่บ้านสองชั้นริมคลองสำโรง ซึ่งน้ำปริ่มจะขึ้นถึงชั้นสองแต่ทุกคนก็รอดชีวิตมาได้

บทสรุปจากปลายน้ำ ความอยุติธรรมท่ามกลางมวลน้ำ
เรื่องราวของคุณลติตาเป็นเพียงเศษเสี้ยวของความเจ็บปวดที่คนปลายน้ำต้องเผชิญ ในวันที่น้ำไหลบ่าเข้าท่วมอย่าง “เสมอหน้า” ทั้งคนต้นน้ำ_กลางน้ำ_และปลายน้ำ แต่สิ่งที่ “ไม่เคยเสนอหน้า” มาเลยคือการช่วยเหลือจากรัฐ…
สิ่งที่คนคูเต่ารู้สึกคือความอยุติธรรม จากวิธีการแก้ไขปัญหาที่พยายามจะรักษาเฉพาะชีวิตเมือง โดยการ “สละชีวิตคนปลายน้ำ”ด้วยวิธีการให้ระเบิดถนนลพบุรีราเมศวร์ คนที่ไม่มีเสียง ไม่มีตัวตน และไม่มีใครในสังคมรับรู้ว่า พวกเขาคือกลุ่มแรกที่ต้องรับมวลน้ำมหาศาลไว้ก่อนที่มันจะไหลลงสู่ทะเลสาบสงขลาตอนล่างก่อนไหลออกทะเลอ่าวไทยที่ปากทะเลสาบสงขลา…
.
นี่คือคำบอกเล่าจากริมขอบทะเลสาบสงขลา ประวัติศาสตร์ที่เขียนด้วยหยาดน้ำตาของคนตัวเล็กๆ ที่ไม่ว่ารัฐจะดำเนินการอะไรมักไม่มีเราอยู่บนโต๊ะของการตัดสินใจเสมอมา….
.
#ชีวิตที่ปลายน้ำหาดใหญ่
#คนลุ่มน้ำอู่ตะเภาตอนล่าง
#ชีวิตลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา_ตอนล่าง
.
ภาพคุณลติตา เจ๊ะหวังสวา ที่เพื่อนบ้านถ่ายไว้ขณะลอยคอในน้ำท่วมสูงเพื่อฝ่าไปหาผู้เป็นที่รัก….ปะ(พ่อ)ของเธอ… 

เผยแพร่ครั้งแรกใน – https://www.facebook.com/share/p/1BkxNtWHZT/

สามารถ สาเร็ม

คนแขกลุ่มทะเลสาบ ที่ชอบตามหาของแปลก ๆ ตามตลาดนัด

ใส่ความเห็น