เทศกาลเฉลิมฉลองวันรายาใหญ่ หรืออีดิลอัฏฮาในภาษาอาหรับ ในวันนี้มุสลิมทั่วโลกจะมีการเชือดสัตว์พลีทานเพื่อรำลึกเหตุการณ์ที่นบีอิบรอฮีมกุรบารบุตรชายคือนบีอิสลามแอนตามคำสั่งของพระเจ้า (อัลเลาะห์) เหตุการณ์ครั้งนั้นพระเจ้าให้ฑูตสวรรค์(มาลาอีกัต) นำแกะมาสลับตัวกับนบีอิสมาแอน เพื่อเป็นการรำลึกถึงเหตุการณ์แห่งความเสียสละเพื่อทำตามคำสั่งของพระเจ้าของท่านนบีอิบรอฮีม จึงเป็นที่มาของข้อกำหนดให้มุสลิมทั่วโลกเชือดสัตว์พลีทานเพื่อทำบุญให้คนยากไร้ในชุมชนของตน โดยใช้ อูฐ วัว ควาย แพะ แกะ

ในพื้นที่ลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลาบ้านของผู้เขียนนิยมเชือดวัวตัวผู้กัน ช่วงเวลานี้จึงเป็นเทศกาลแห่งการกินเนื้อวัว เมนูหนึ่งที่นิยมทำกันทั่วไปคือ ต้มเนื้อวัวใส่ใบส้มมวง(ชะมวง) พื้นยืนต้นที่พบได้หลายภูมิภาคในประเทศไทย ที่บ้านควน ตำบลคูเต่า อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา นิยมปลูกไว้ตามสวนหรือบริเวณบ้านเป็นพืชที่คนในหมู่บ้านจะแบ่งปันกันโดยไม่ต้องซื้อหา ใครสนิทกับบ้านไหนก็จะไปขอกัน ถือเป็นพืชที่เชื้อมร้อยความสัมพันธ์ในหมู่เครือญาติ ความเป็นคนบ้านเดียวกันของผู้คนในสังคมชนบทที่มักจะแบ่งปันกันแทนการซื้อขายเหมือนสังคมเมือง

ใบของส้มม่วง ใส่ในเนื้อต้ม ใส่ในแกงคั่ว(แกงกะทิ) ก็ได้หรือจะนำมาทำน้ำชุบใบส้มมวง ซึ่งเป็นน้ำพริกแบบแห้งก็อร่อยไม่น้อย ถือเป็นเครื่องจิ้มที่คนปัจจุบันอาจไม่เคยลิ้มลองชิมรสกันมาก่อน “วะ” (นางเสาะ โต๊ะแซ๊ะโต๊ะเมือง อายุ 69ปี) คุณป้าสะไภ้ของผู้เขียนปัจจุบันอาศัยที่บ้านควน ท่านมีพื้นเพเดิมเป็นคนบ้านบ้านใหม่ ตำบลท่าช้าง อำเภอบางกล่ำ จังหวัดสงขลา หมู่บ้านที่อยู่ตอนกลางของลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา มีลักษณะทางภูมินิเวศเป็นทุ่งราบทำนา มีเนินดินสูงที่คนในชุมชนนิยมทำไร่ ปลูกผลไม้และยางพารา ต้นชะมวงถือเป็นไม้ยืนต้นหนึ่งในหลายชนิดที่ขึ้นเองตามธรรมชาติในหมู่บ้านของท่าน
“วะ” ระลึกความทรงจำและรื้อฟื้นสูตรน้ำชุบใบส้มมวงที่เคยได้กินในวัยเด็ก ซึ่งเรียนรู้สูตรการทำมาจากปะ(พ่อ) ของท่าน
“ไปทำไร่ในป่าปะชอบทำน้ำชุบใบส้มมวงกินกัน….น้ำชุบคนป่าคนควนเป็นน้ำชุบคนแต่แรก”
นอกจากใบชะมวงที่เก็บได้จากในป่า พืชรสเผ็ดที่ใช้ก็งอกขึ้นเองตามธรรมชาติเช่นกันคือ “ลีปปลีขี้นก” วะบอกว่าคนสมัยก่อนไม่ได้ปลูกเหมือนคนยุคหลัง มันจะงอกขึ้นเองจึงเป็นที่มาของชื่อเรียกคือเชื่อกันว่าเป็นพริกที่ขยายพันธ์โดยนกที่ไปกินแล้วขี้ไว้ ซึ่งคนภาคกลางรู้จักในชื่อ “พริกขี้หนู” (?)
วิธีทำ
1.เก็บใบส้มมวงจากต้นโดยเลือกใบที่ไม่แก่ไม่อ่อนเกินไป(ใบเพหลาด) แล้วล้างให้สะอาด ตั้งให้สะเด็ดน้ำ มีเคล็ดลับคือ ต้องนำใบส้มมวงมาตั้งบนถ่านไฟเรียกด้วยคำท้องถิ่นว่า “ลน” ถ่านไฟร้อนตั้งบนถ่านประเดียวเดียวใบส้มมวงก็สุกเปลี่ยนจากสีเขียวเป็นสีออกน้ำตาล

กรรมวิธีข้างต้นทำให้รสขมที่สะสมในใบส้มมวงหายไปตั้งให้เย็น แล้วนำมาซ้อนกันหลายๆใบม้วน เพื่อซอยให้เป็นเส้นเล็กๆ

หอมแดง กระเทียมนำลงไปหมกในถ่านให้สุกเช่นกันโดยหมกทั้งเปลือก สุกแล้วตั้งให้เย็น ปลอกเปลือกออก

นำเคยกุ้งพอกบนต้นข่าแล้วนำมาจีหรือหมกบนถ่านให้สุกหอม

4.นำกระเทียม หอมแดง ใบชะมวงซอย น้ำตาลและลีปปลีขี้นกเก็บมาจากต้นข้างบ้าน “วะ” ใส่ลงไปในครกแล้วตำให้ส่วนผสมทั้งหมดให้ละเอียดรวมกัน



5.ใส่เคยกุ้งที่จีหรือหมกเป็นขั้นตอนสุดท้าย ตำผสมรวมกันปรุงให้ได้รสหวานอมเปรี้ยวตามสูตรที่วะชอบกิน
เพราะเป็นรสที่ปะของท่านชอบกิน จึงกินติดรสนี้ไปด้วย
เสร็จแล้วผมช่วยตักใส่จาน แล้วเราตักข้าวที่ราดน้ำต้มเนื้อวัวใส่ใบส้มมวง เป็นต้มเนื้อวัวที่เปื่อยยุ้ยน้ำต้มเปรี้ยวเป็นเอกลักษณ์ ซดน้ำข้องคอ เมื่อมีเมนูต้มมักจะมีน้ำชุบ(น้ำพริก) เป็นของคู่กัน เพิ่มรสชาติเผ็ดเปรี้ยวให้กับอาหารที่รับประทาน น้ำชุบใบส้มมวงถ้วยนี้จึงถูกตั้งลงไป ผสมอยู่ในจานข้าวที่ราดน้ำต้มเนื้อวัวกับเนื้อวัวคลุกเคล้าให้ผสมกัน แล้วตักกิน รสชาติอร่อยถูกปากจนต้องเติมข้าวสองจาน