
กลิ่นหอมของขนุนสุก มักจะทำหน้าที่เป็นเครื่องย้อนเวลาชั้นดี ที่พาผู้เขียนกลับไปหาความทรงจำวัยเด็ก สำหรับผมแล้ว ขนุนคือผลไม้ในดวงใจอันดับหนึ่งตลอดกาล ชนิดที่ว่าเดินทางไปเจอที่ไหน เป็นต้องพุ่งตัวเข้าไปอุดหนุนเพื่อลิ้มชิมรสชาติอยู่เสมอ วันก่อนขับรถกลับบ้านผ่านเส้นทางนารังนก-แม่ทอม สายน้ำและผืนดินในโซนพี่น้องปลายน้ำคลองอู่ตะเภาแถบนี้ยังคงอบอวลไปด้วยวิถีเกษตรกรรมอันอุดมสมบูรณ์ ภาพสองข้างทางเต็มไปด้วยแปลงผัก สวนผลไม้ และนาข้าวกำลังไถเตรียมปลูกข้าว หลายบ้านเปิดหน้าร้านเล็กๆ นำพืชผัก ผลไม้ที่ปลูกไว้บริเวณบ้าน ตามสวน นำมาวางขายในราคามิตรภาพ



ขับรถไม่เร่งรีบ พลันสายตาก็สะดุดเข้ากับขนุนลูกโตที่วางเด่นอยู่หน้าบ้านหลังหนึ่งใกล้กับโรงเรียนบ้านแม่ทอม ความอยากกินพุ่งทะยานจนต้องเหยียบเบรกจอดรถทันที มันเป็นขนุนหวยเติบ(ลูกใหญ่เบิ้ม) น้ำหนักน่าจะไม่ต่ำกว่า 3 กิโลกรัม แต่คุณลุงเจ้าของร้านติดราคาไว้เพียง 60 บาทเท่านั้น ผมตัดสินใจอุดหนุนมาทั้งลูก คุณลุงยิ้มแย้มพลันส่งภาษาถิ่นบอกว่า “ค่อยไปแหมะที่บ้าน”
คำว่า “แหมะ” ในสำเนียงของคุณลุง ก็คือคำว่า “แหละ” ในภาษาของคนแถบบ้านควนบ้านผม ซึ่งหมายถึงการผ่าขนุนนั่นเอง นอกจากขนุนลูกนี้แล้ว ที่ร้านของลุงยังมี “หนุนชำดะ” หรือ ขนุนผสมจำปาดะ อีกสามลูกใหญ่ๆ วางขายในราคาย่อมเยาไม่แพงเลยเช่นกัน
เมื่อกลับถึงบ้าน ภารกิจ “แหมะ” หรือ “แหละ” ขนุนลูกใหญ่ก็เริ่มต้นขึ้น ขนุนลูกนี้เนื้อแน่น ยุม (ยวง) ใหญ่ รสชาติหวานอร่อยสมความตั้งใจ แต่สิ่งที่ตามมาพร้อมกับยวงขนุนจำนวนมากเช่นกันคือ “หน่วยในหนุน” หรือ “เมล็ดขนุน” ปกติแล้วที่บ้านผมเมื่อได้เมล็ดขนุนมา ก็มักจะนำไปต้มให้สุก ใส่เกลือลงไปนิดหน่อย เคี้ยวเค็มๆ มันๆ กินกันเพลินในครอบครัว แต่รอบนี้ผมอยากเปลี่ยนวิถีการกินดูบ้างจึงลองนำเมล็ดขนุนไป “หมกไฟ” แทนการต้ม ผลลัพธ์ที่ได้คือความหอมกลิ่นไหม้ผสานกับความมันกินอร่อยไปอีกแบบ
ทว่าด้วยปริมาณที่มากเกินจะกินหมดในคราวเดียว ความคิดสร้างสรรค์ในฐานะคนชอบทำอาหารจึงเกิดขึ้นผมอยากรู้ว่าเมล็ดขนุนหมกเหล่านี้ จะสามารถแปลงกายไปเป็นเมนูไหนที่เข้ากันได้ดีกับสำรับข้าวสวยร้อนๆ บ้าง ในที่สุด ไอเดียการทำ “น้ำชุบ” (น้ำพริก) ก็ผุดขึ้นมา “น้ำชุบหน่วยในหนุนหมก” (น้ำพริกเมล็ดขนุนหมก)


ความลงตัวในครกทดลอง ผมจัดการเตรียมวัตถุดิบที่มีคู่ครัว เริ่มจากนำหน่วยในหนุนหมกมาปอกเปลือกออกจนเหลือเนื้อในสีขาว จากนั้นหันไปหยิบพริกสด ปอกเปลือกหอมแดง และกระเทียม ล้างให้สะอาด โยนลงครกหินทิ่ม (ตำ) รวมกันจนเริ่มละเอียด จึงใส่เมล็ดขนุนหมกลงไปทิ่มจนผสมเป็นเนื้อเดียวกัน สิ่งสำคัญที่จะขาดไม่ได้เลยสำหรับน้ำชุบถ้วยนี้คือ “เคยปลา” หรือ กะปิที่ทำจากปลาขี้เก๊ะ(ปลาแป้น) ของดีคู่ครัวผู้คนในลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา ผมนำเคยปลาไปหมกไฟให้ส่งกลิ่นหอม ก่อนโยนลงไปทิ่มผสมเป็นขั้นตอนสุดท้าย ตักใส่ถ้วยแล้วบีบมะนาวสดเพิ่มความเปรี้ยว ระหว่างที่ผมกำลังทิ่มน้ำชุบครกนี้อยู่ “วะ” (คุณป้า) เดินมาเห็นเข้า แกทำหน้าสงสัยแล้วทักขึ้นมาว่า “ไม่เคยทำกินที กินได้หม้าย?” (ไม่เคยทำกินเลย จะกินได้ไหม?)
ผมหัวเราะแล้วบอกกับแกตรงๆ “ผมก็ไม่เคยทำเหมือนกันวะ ลองทำแล” พร้อมกับเล่าให้แกฟังว่า ที่นครศรีธรรมราชเขายังมี “น้ำชุบลูกประ” ที่ใช้เมล็ดของต้นประมาทำน้ำพริกได้เลย เมล็ดขนุนก็น่าจะให้เนื้อสัมผัสที่มันๆ คล้ายกัน เมื่อทิ่มจนเสร็จสรรพ ผลลัพธ์ที่ได้คือ “น้ำชุบหน่วยในหนุนหมก” ที่มีเนื้อเนียนสีขาว รสชาติมีความมันนำ เผ็ดตามกำลังดี และอบอวลไปด้วยกลิ่นหอมของเคยปลาหมกไฟ เมื่อวะได้ลองชิมคำแรก แกถึงกับพยักหน้าแล้วบอกพร้อมรอยยิ้มว่า “กินหรอยดี”

การนำเมล็ดพืชรสมัน มาทิ่มน้ำชุบ ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ในวัฒนธรรมของผู้คนในภาคใต้ นอกจากน้ำชุบลูกประของเมืองนครศรีธรรมราชที่ผมเคยกินแล้ว ยังมีการนำ “เมล็ดมะม่วงหิมพานต์”(หัวครก) มาโขลกทำน้ำพริกเพื่อกินกับสาหร่ายขนนก(ลาโตส)เช่นที่สตูลผมเคยบันทึกข้อมูลภาคสนามไว้เมื่อสองปีก่อน ทว่าสำหรับ “น้ำชุบหน่วยในหนุน” หรือ “น้ำพริกเมล็ดขนุน” นั้น อาจจะไม่ได้มีแพร่หลายนักในฐานะเมนูประจำถิ่น แต่อาศัยการพลิกแพลงจากวัตถุดิบเหลือใช้ในครัวเรือน รสชาติอันแปลกใหม่ในครกทดลองนี้ ถือว่ากินแล้วรสชาติอร่อยไม่น้อย แถมยังช่วยแก้ปัญหาเมล็ดขนุนล้นครัว ใครสนใจลองนำเมล็ดของพืชที่มีในบ้านมาทำกินกันอยู่ครับ ไม่แน่ใจว่าในพื้นที่อื่นๆ มีบ้านไหนเคยนำ “หน่วยในหนุน” มาทำน้ำชุบกินกันแบบนี้บ้างไหมครับ
เผยแพร่ครั้งแรกใน – https://www.facebook.com/share/p/1DuV3KC7eR/