มรดกในรสส้ม: ภูมิปัญญาการกิน “ลูกเม่า” ของคนปลายน้ำคลองอู่ตะเภา

แถบปลายน้ำคลองอู่ตะเภาในเขตอำเภอหาดใหญ่และอำเภอบางกล่ำ จังหวัดสงขลา สองฝั่งคลองยังพอมีผืนป่าธรรมชาติหลงเหลือให้เห็น โดยเฉพาะป่าเสม็ด แต่ท่ามกลางดงเสม็ดอันหนาทึบในพื้นที่แถบนี้ ยังมีพืชพรรณไม้นานาชนิดที่เติบโตขึ้นเองตามธรรมชาติ ให้ผู้คนได้เก็บหามาใช้ประโยชน์หลากหลาย โดยเฉพาะการเป็นแหล่งวัตถุดิบและที่มาของเมนูอาหารพื้นถิ่น ที่ผู้คนแถบนี้ทำกินกันในครัวเรือนของแต่ละเรือนชาน

ยามเย็นแดดร่มลมตก ลมโชยพัดปะทะใบหน้า ผมติดตามญาติๆ ออกไปหาวัตถุดิบจากผืนป่าแถบปลายน้ำคลองอู่ตะเภา ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากบ้านควน ตำบลคูเต่า อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลามากนัก ต้นไม้ป่าชนิดนี้ในวัยเด็กพวกเรามักชวนกันไปเก็บกิน ลูกสุกสีดำจะมีรสหวานอร่อย ส่วนลูกแก่สีเขียวและลูกที่กำลังสุกสีแดงจะมีรสเปรี้ยวสะใจมาก ซึ่งรสเปรี้ยวจี๊ดเข็ดฟัน หรือ “เปรี้ยวเหมือนเยี่ยวรอก” แบบนี้มักไม่เป็นที่ปรารถนาของเด็กๆ แบบพวกเราสักเท่าไร ผลไม้ป่าที่ว่านี้ก็คือ “ต้นเม่า” หรือเรียกกันอีกชื่อว่า “ส้มเม่า” ผลของมันมีขนาดเล็ก ออกเป็นช่อลักษณะคล้ายกับพริกไทย ช่วงนี้ถือเป็นฤดูกาลที่ต้นเม่ากำลังออกผลดก ต้นที่พวกเรามาเก็บนี้มีลูกดกลานตา กำลังเป็นสีเขียวเต็มต้นเป็นลูกแก่ใกล้สุก ผมรับหน้าที่ช่วยเก็บโดยใช้วิธีหักกิ่งลงมา เพราะถ้ายืนเด็ดทีละช่อเห็นทีจะมืดค่ำเสียก่อน

ลูกแก่สีเขียวที่เก็บมานี้ ตั้งใจว่าจะนำมาทำ “น้ำชุบลูกเม่า” หรือ “น้ำชุบส้มเม่า” กินกัน โดยต้องเลือกช่อที่แก่เต็มที่ หากเลือกช่อที่ยังอ่อนเกินไปจะมีรสฝาดติดมาด้วย ในระหว่างที่ช่วยกันเก็บ “วานะ” (คุณป้า) ก็ยืนเด็ดยอดอ่อนของต้นเม่าพลางบอกเล่าเกร็ดความรู้ว่า ยอดเม่าอ่อนนี้สามารถนำมากินสดๆ เป็นผักเหนาะแกล้มน้ำชุบ เป็นผักเหนาะขนมจีน หรือจะนำมาซอยให้เป็น “หมวด” (ผักซอย) สำหรับกินกับข้าวยำก็เข้ากันได้ดีเยี่ยม

น้ำชุบส้มเม่า สูตร “วานะ”

ส้มเม่าแก่จัดสีเขียวรสเปรี้ยวจี๊ด ถูกนำมาขยำอย่างเบามือเพื่อให้เมล็ดหลุดออกจากช่อที่เรียงติดกัน
จากนั้นนำไปล้างน้ำให้สะอาด แล้วตั้งพักไว้ให้สะเด็ดน้ำ หอมแดง กระเทียม พริกสด เกลือ และน้ำตาลทราย ถูกใส่ลงไปในครก โขลกเคล้าเข้าด้วยกันจนละเอียดดี แล้วจึงใส่ลูกเม่าตามลงไปโขลกบุบจนแหลก เพื่อให้รสเปรี้ยวของลูกเม่าหลุดออกมาผสมผสานกับเครื่องน้ำชุบในครก จากนั้นตามด้วยกะปิกุ้งแท้ เสียงสากกระทบครกดัง “ป๊อก…. ป๊อก” อีกสองสามทีเป็นอันเสร็จ ตักใส่จานชิมรสชาติให้ได้รสหวานอมเปรี้ยวตามแบบที่วานะชอบ

เมื่อผมได้ลองชิมดูก็พบว่า เป็นน้ำชุบที่รสชาติเปรี้ยวสะใจดีมาก มีกลิ่นหอมของลูกเม่าเด่นมาก กินแล้วรู้สึกสดชื่นตาแจ้ง จากรสเปรี้ยวของลูกเม่า ผลไม้ป่าที่ขึ้นเองตามธรรมชาติในผืนป่าแถบปลายน้ำคลองอู่ตะเภา วัตถุดิบชั้นดีที่เราไม่ต้องซื้อหาด้วยเงินทอง เพียงแค่เดินเข้าป่าใกล้หมู่บ้านก็มีของดีรอให้เก็บมาปรุงอาหาร “…ทำกินเล่นเเด็กเทเเรกไม่ไหรกิน…ช้อนกันตุบตั๊บตุบตั๊บ ชีงกินกันจะหรอย เเด็กสมัยก่อนหม้ายไหรกิน…คนใหญ่จะทำกินกับปลาย่างเป็นกับข้าว” “วานะ” เล่าเรื่องราวความหลังในวัยเด็กของท่านขณะเราตักกินกันคนละคำสองคำ
นอกจากนี้ “วาเสาะ” คุณป้าอีกคนยังช่วยเล่าเสริมความทรงจำในอดีตให้ฟังว่า สมัยที่ท่านยังเป็นเด็ก มักจะนำลูกเม่าแก่สีเขียวผสมกับลูกส้มเม่าสุกสีแดงบ้างสีดำบ้างไปดองกับน้ำเกลือ ไว้กินเป็นผลไม้ดอง
ผมคิดต่อเล่นๆว่า น้ำลูกเม่าดองที่ได้นั้น หากนำไปแกงส้มหรือต้มส้มปลาก็น่าจะอร่อยเข้ากันได้ดีทีเดียว รอให้ลูกเม่าในป่าเริ่มสุกมากกว่านี้ ผมจะชวนญาติๆ เข้าป่าเก็บมาทำกินกันดูสักครั้ง แล้วจะนำเรื่องราวและสูตรความอร่อยมาบอกเล่าให้ฟังกันอีกนะครับ


ต้นเม่าจึงเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของความอุดมสมบูรณ์ในอาหารพื้นถิ่นของคนแถบปลายน้ำคลองอู่ตะเภาที่ยังคงหาได้จากผืนป่าโดยไม่ต้องพึ่งพาตลาด การอนุรักษ์ผืนป่าชายคลองเอาไว้ จึงไม่ใช่แค่การรักษาต้นไม้ แต่คือการรักษา “คลังอาหาร” ของคนตัวเล็กตัวน้อย และเป็นการสืบทอดมรดกภูมิปัญญาในวิถีการกินที่ส่งต่อกันมาจากรุ่นสู่รุ่น ในทางกลับกัน การพัฒนาที่เน้นการดาดคอนกรีตริมตลิ่งอย่างในปัจจุบัน กำลังเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้สภาพลำคลองแปรเปลี่ยนไป และทำให้แหล่งอาหารรวมถึงมรดกภูมิปัญญาในวิถีการกินของผู้คน ค่อยๆ เลือนหายไปอย่างน่าเสียดาย

สามารถ สาเร็ม

คนแขกลุ่มทะเลสาบ ที่ชอบตามหาของแปลก ๆ ตามตลาดนัด

ใส่ความเห็น