
ภารกิจลงพื้นที่เยี่ยมเยียนพี่น้องโซนปลายน้ำหาดใหญ่ในวันนี้ ผมเดินทางไปพร้อมกับพี่อาจารย์เกื้อ Kua Rittiboon
ณ บริเวณริมคลองอู่ตะเภาตอนล่าง จุดหมายคือบ้านของ “มะ” คุณแม่ของเพื่อนสมัยเรียน ม.อ.ปัตตานี ที่บ้านคตยาง (ในทอน) ตำบลบ้านหาร อำเภอบางกล่ำ จังหวัดสงขลา
25ปีที่ไม่เคยเจอ : เมื่อน้ำบุกถึงในบ้าน
บ้านปูนชั้นเดียวของ”มะ”ตั้งอยู่ติดริมคลองอู่ตะเภา อยู่อาศัยที่นี่มา 25 ปี ไม่เคยเจอน้ำท่วมหนักขนาดนี้มาก่อน แม้ปีที่แล้วจะมีน้ำท่วมแต่ก็ไม่เข้าบ้าน ทว่าปีนี้สถานการณ์ต่างออกไป น้ำไหลเข้าท่วมถึงในตัวบ้าน แม้ระดับน้ำจะไม่สูงมาก แต่ความเสียหายกลับรุนแรง…
ความเสียหายในบ้าน : ประตูห้องพังเสียหายต้องเปลี่ยนใหม่ทั้ง 3 บาน ตู้เสื้อผ้าและเตียงนอนได้รับความเสียหายจมน้ำชั้นล่าง…








ความเสียหายต่อโครงสร้าง ด้วยอยู่ติดริมคลอง เมื่อน้ำมามากและแรง บ้านจึงเกิดรอยร้าวและเริ่มทรุดตัวหลายจุด จากปีที่แล้วที่มีเพียงรอยร้าวเล็กๆ ปีนี้ปูนแตกอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งยังคงรอการซ่อมแซม…
วินาทีอพยพ “ของนอกกายหาใหม่ได้ แต่ชีวิตลูกหาซื้อไม่ได้” ในวันที่น้ำเริ่มยกระดับสูงขึ้น บ้านหลังนี้มีสมาชิก 5 ชีวิต (คน 3 แมว 2) “มะ” ตัดสินใจพาผู้สูงวัยอายุ 80 กว่าปีไปไว้ที่ศูนย์อพยพโรงเรียนบ้านหารก่อน จากนั้นจึงย้อนกลับมารับลูกสาว
ท่ามกลางฝนที่ตกหนักและระดับน้ำที่สูงขึ้นตลอดทาง “มะ” ตัดสินใจอพยพทันที โดยทิ้งประโยคที่กินใจว่า “เราต้องอพยพ ของในบ้านเป็นของนอกกายเราสามารถหาซื้อใหม่ได้ แต่ชีวิตลูกหาซื้อไม่ได้” สัมภาระที่พกติดตัวไปมีเพียงหม้อหุงข้าวที่เพิ่งหุงสุก วัตถุดิบอาหารที่พอมี และเจ้าเหมียวอีก 2 ตัว โดยทั้งหมดไปอาศัยอยู่ที่บ้านญาติฝ่ายสามีเป็นเวลา 3 คืน แม้จะนอนไม่ค่อยหลับเพราะเป็นห่วงบ้าน แต่ความปลอดภัยของชีวิตต้องมาก่อน…












ถอดบทเรียน “บ้านหารโมเดล” การจัดการที่น่านำไปศึกษา
ประเด็นที่น่าสนใจอย่างยิ่งคือ การทำงานของ อบต.บ้านหาร ที่ได้รับคำชื่นชมจากชาวบ้านเป็นอย่างมาก พี่สาวลูกของมะเล่าว่า ผู้นำและทีมงานดูแลดีมากแบบ “ครบวงจร”
ก่อนเกิดเหตุ เตรียมกำลังคนพร้อมช่วยชาวบ้านยกของขึ้นที่สูงทันที
ระหว่างเกิดเหตุ ดูแลเรื่องอาหารการกินให้พี่น้อง
หลังเกิดเหตุ ลงพื้นที่ช่วยยกของลงและสำรวจความเสียหาย ทำเรื่องรับเงินเยี่ยวยาอย่างรวดเร็ว
ผมคิดว่าองค์กรต่างๆ ที่ทำหน้าที่ถอดบทเรียนน้ำท่วมหาดใหญ่ ควรเชิญ อบต.บ้านหาร ไปถ่ายทอดประสบการณ์ หรือเทศบาลอื่นๆ ควรมาศึกษาดูงานที่นี่ เพื่อนำไปปรับใช้กับพื้นที่ของตนเอง…จะเป็นประโยชน์กับพี่น้องประชาชน เป็นไปตามที่ท่านผู้มีอำนาจทั้งหลายพูดไว้ว่า อาสามาทำงานเพื่อพี่น้องประชาชน…
พลังเครือญาติและน้ำใจชุมชน
อาจารย์เกื้อให้ความเห็นที่น่าสนใจว่า “ความเป็นเครือญาติและพลังชุมชน” คือต้นทุนทางสังคมที่งดงามและสำคัญที่สุดในยามวิกฤต ภาพการช่วยเหลือกันเองในชุมชนปลายน้ำยังคงเด่นชัดเสมอ…สุดท้าย “มะ” ฝากขอบคุณทั้งทาง อบต.บ้านหาร และมูลนิธิกระจกเงา ที่ไม่ทอดทิ้งกันและนำความช่วยเหลือมาถึงพี่น้องชาวบ้านคตยางในวันที่ยากลำบาก
เผยแพร่ครั้งแรกใน – https://www.facebook.com/share/p/1DgM87F78V/