กุ้งเล กับ เล่ห์กลน้ำมัน: เมื่อวิกฤติพลังงานลามถึงจานข้าว

รสชาติอาหารที่ “ถูกรัดดวง” หรือถูกปากตามความคุ้นชินของคนใต้นั้น ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของปลายลิ้น แต่มันคือบันทึกทางวัฒนธรรมที่เชื่อมโยงเราเข้ากับมาตุภูมิ โดยเฉพาะยามที่ต้องมาพำนักในต่างถิ่น การได้เดินตลาดนัดเพื่อเฟ้นหาวัตถุดิบสดใหม่มาปรุงกินเอง จึงเป็นทั้งความสนุกและความรื่นรมย์ในชีวิตประจำวันของผู้เขียน

ทว่า เช้าวันจันทร์ที่ 23 มีนาคม 2569 ณ ตลาดนัดข้างศาลากลางจังหวัดนครศรีธรรมราช บรรยากาศกลับผิดแผกไปจากที่เคย แผงอาหารทะเลที่เคยคึกคักด้วยกุ้งหอยปูปลาจากทั้ง “เลนอก” (อ่าวไทย) และ “เลใน” (อ่าวปากพนัง) กลับบางตาลงอย่างน่าใจหาย ความตั้งใจที่จะมาหาซื้อกุ้งทะเลสดๆ ไปฝาก “เจ้านายสี่ขา” และปรุงเมนูโปรดให้ตัวเองต้องสะดุดลง เมื่อพบว่ากุ้งในตลาดส่วนใหญ่กลายเป็นกุ้งเลี้ยงด้วยอาหารเม็ด มีเพียงร้านเดียวที่วางขาย “กุ้งเลี้ยงธรรมชาติ”

กุ้งเลี้ยงธรรมชาติ: ทางเลือกในวันที่ทะเลปิด

ในวันที่กุ้งทะเลหาได้ยากยิ่ง กุ้งเลี้ยงธรรมชาติกลายเป็นตัวเลือกที่ใกล้เคียงที่สุด กุ้งเหล่านี้เติบโตในบ่อริมทะเลที่อาศัยน้ำทะเล มีช่องทางให้ระบบน้ำเข้าออกได้ กินอาหารตามธรรมชาติเหมือนกุ้งในทะเลไม่ได้ให้อาหารสำเร็จรูป

เหมือนกุ้งเลี้ยงในบ่อ(ที่ไม่เชื่อต่อกับทะเล)

แม้รสชาติจะยังไม่ถึงขั้นกุ้งทะเลแท้ๆ แต่ก็มีความหวานและเนื้อสัมผัสที่เหนือกว่ากุ้งบ่อทั่วไป ที่สำคัญคือความสะอาดสะอ้านที่สังเกตได้ชัดว่าไม่มีเส้นดำ (ลำไส้) ที่หลังกุ้งให้ต้องคอยจัดการ

เมื่อน้ำมันหยดเดียว สะเทือนถึงกะทะปักษ์ใต้

จากการสอบถามแม่ค้า จึงได้ทราบความจริงที่น่าสะท้อนใจว่า สาเหตุที่อาหารทะเลขาดตลาดนั้นหาใช่เพราะท้องทะเลพิโรธ ฤดูมรสุมฝนถล่มพายุกระหน่ำ แต่เป็นเพราะ “น้ำมันขาดแคลน” จนชาวประมงพื้นบ้านไม่อาจนำเรือออกไปประกอบอาชีพได้

ภาพความยากลำบากนี้ฉายชัดตลอดเส้นทางจากหาดใหญ่สู่นครศรีธรรมราช ที่ผมได้พบเจอเมื่อวาน ปั๊มน้ำมันหลายแห่งจำกัดการเติม บางแห่งขึ้นป้ายงดบริการ โดยเฉพาะในเขตระโนดที่แถวรถยาวเหยียดพร้อมเกษตรกรที่ถือแกลลอนรอคอยความหวังเพื่อไปต่อลมหายใจให้ครอบครัว สวนทางกับคำแถลงจากส่วนกลางที่ระบุว่าน้ำมันไม่ขาดแคลน แต่เป็นเพราะประชาชนกักตุน

“ใครเป็นนายกฯ เราก็เหมือนเดิม” คำกล่าวตัดพ้อของคนใต้ที่มักได้ยินบ่อยครั้งในฤดูเลือกตั้ง สะท้อนถึงวัฏจักรการเมืองที่ประชาชนมักถูกทอดทิ้งให้เผชิญชะตากรรมตามลำพัง ขณะที่ผู้มีอำนาจอาจมองเห็นวิกฤติเป็นเพียงโอกาสในการแสวงหาผลประโยชน์…

ผัดเผ็ดกุ้งหน่อไม้ต้ม: รสชาติแห่งการปรับตัว

แม้ในวิกฤติ ปากท้องยังต้องอิ่มและการปรุงอาหารด้วยใจรักก็ช่วยเยียวยาจิตใจได้ กุ้งเลี้ยงธรรมชาติที่ได้มาถูกแบ่งส่วนหนึ่งไปนึ่งให้เพื่อนสี่ขา ส่วนที่เหลือกลายเป็นเมนู

“ผัดเผ็ดกุ้งกับหน่อไม้” ที่เน้นรสสัมผัสเผ็ดร้อน

เครื่องแกงตำหยาบ (ทิ่มพอแหลก) พริก (พริกไทยสด)หัวใจหลักของความเผ็ดร้อนแบบคนใต้, ดีปลี (พริกขี้หนูแห้ง) เพิ่มสีสันและรสเผ็ดแหลม, ตะไคร้, ขมิ้น , หอมแดง, กระเทียม และกะปิ ขั้นตอนการทำเริ่มจากการตั้งน้ำมันให้ร้อน ผัดเครื่องแกงจนกลิ่นหอมฟุ้ง จนต้องจามกันไปบ้าง ใส่กุ้งลงไปผัดกับเครื่องแกง กุ้งใกล้สุก ตามด้วยหน่อไม้(เป็นหน่อไม้สดสุดต้มสุกแล้ว) ปรุงรสด้วย “เกลือหวาน (ฆาเเรมานิ)” จากนาเกลือปัตตานีที่ให้รสเค็มกลมกล่อมไม่เค็มโดด

บทสรุป: อาหารคือกระจกสะท้อนสังคม

กุ้งผัดเผ็ดจานนี้กินคู่กับข้าวสวยร้อนๆ เรียกเหงื่อได้ดีนัก แต่มันก็ชวนให้เราฉุกคิดว่า “วิถีชีวิตและการกินอยู่” ของเรานั้นผูกติดกับโครงสร้างบ้านเมืองอย่างไม่อาจแยกขาด ตั้งแต่ราคาน้ำมันไปจนถึงวัตถุดิบในตลาด วันนี้เราอาจปรับตัวจากกุ้งทะเลมาเป็นกุ้งเลี้ยงธรรมชาติได้ แต่หากวิกฤติการจัดการยังคงดำเนินต่อไปเช่นนี้ ในอนาคตเราอาจต้องตั้งคำถามว่า รสชาติที่ “ถูกรัดดวง” จะยังหลงเหลือให้เราได้ลิ้มรสอยู่อีกหรือไม่ หากเสียงของประชาชนยังคงเบาบางในสายตาของผู้มีอำนาจ….

เผยแพร่ครั้งแรกใน – https://www.facebook.com/share/p/18vzbiCmiL/

สามารถ สาเร็ม

คนแขกลุ่มทะเลสาบ ที่ชอบตามหาของแปลก ๆ ตามตลาดนัด

ใส่ความเห็น