
ท่ามกลางความเงียบสงบของแนวป่าต้นน้ำในเขตตำบลเขาพระ อำเภอรัตภูมิ จังหวัดสงขลา เสียงน้ำไหลเอื่อยในลำคลองลำแซงหรือคลองลำแชง ทำหน้าที่เป็นฉากหลังของเรื่องราวการเดินทางอันยาวไกล วันที่ 4 มกราคม 2568 พี่อาจารย์เกื้อ Kua Rittiboon
และผู้เขียนได้ออกเดินทางเข้าสู่หมู่บ้านที่ตั้งอยู่ลึกเข้าไปในบริเวณที่ชาวบ้านเรียกเขาบรรทัดลูกนี้ว่า “เขาแก้ว” หรือที่ปรากฏในเอกสารราชการว่า “ควนหินผุด” เพื่อพบกับ “บังนี” (ส่าม่าร่อหนี บิลอะหลี) Sanee Bilalee ปราชญ์ชาวบ้านวัย 57 ปี ผู้เก็บรักษาหน้าประวัติศาสตร์ที่มีชีวิตของคนลุ่มน้ำอู่ตะเภาเอาไว้…



การเดินทางเข้าสู่บ้านไม้มรดกแห่งขุนเขา
ถนนลาดยางสายเล็กเลี้ยวลดจากถนนยนตการกำธร นำพาเราผ่านดงดอกดาหลาสีแดงอมชมพูที่บานสะพรั่ง ก่อนจะเปลี่ยนเป็นถนนดินที่ยังหลงเหลือร่องรอยหลุมบ่อจากอิทธิพลของฝนกระหน่ำเมื่อปลายเดือนพฤศจิกายนปีที่ผ่านมา เราเดินเท้าต่อจนถึงบ้านไม้ใต้ถุนสูงริมคลองน้ำใสที่ไหลเย็นจนต้องลงไปสัมผัส บังนีต้อนรับเราด้วยทุเรียนบ้านต้นใหญ่ที่มีอายุกว่าสองทศวรรษ รสชาติหวานสลับจืดตามแต่ต้นที่งอกงามขึ้นมาเองจากเมล็ดที่เพื่อนบ้านกินทิ้งไว้ ซึ่งบังนีบอกอย่างมีน้ำใจว่า “ทุเรียนต้นนี้ไม่เคยขาย ใครผ่านไปมาเห็นตกอยู่ก็เก็บกินได้ตามสบาย” รอบบ้านของบังนีอุดมไปด้วยพรรณไม้ผลนานาชนิด ทั้งลองกอง ลางสาด เงาะ มังคุด และจำปาดะ สะท้อนความอุดมสมบูรณ์ของพื้นที่ป่าต้นน้ำที่เลี้ยงดูชีวิตคนในหมู่บ้านนี้มาหลายชั่วอายุคน
รากเหง้าจากปลายน้ำสู่ “ขนำ” บนต้นน้ำ






ความรู้แรกที่สร้างความฉงนให้แก่เราคือ ชาวบ้านที่คลองลำแซงจะไม่เรียกที่อยู่อาศัยว่า “บ้าน” แต่จะเรียกว่า “ขนำ” ตามความหมายดั้งเดิมของการเข้ามาถางพงสร้างตัว เนื่องจากรากเหง้าที่แท้จริงของพวกเขาอยู่ที่ “บ้านบางโทง” ตำบลคูเต่า อำเภอหาดใหญ่ พื้นที่ปลายน้ำอู่ตะเภาที่เคยมีวิถีชีวิตทำนาและปลูกกล้วยพังลา (กล้วยตานี)
“โต๊ะจูหมาน” หรือ นายรอหมาน บิลอะหลี วัย 75 ปี ผู้เป็นน้องชายของแม่บังนี เล่าถึงอดีตในวัยหนุ่มว่าเคยหาบใบกล้วยพังลาจากบางโทงไปขายกับแม่ที่ “โคกเสม็ดชุน” ซึ่งในเวลานั้นคือชื่อเรียกบริเวณของย่านตลาดสดพลาซ่า หาดใหญ่ ในยุคบุกเบิก การอพยพเริ่มต้นขึ้นเมื่อ “ปะ”ของโต๊ะจูหมาน มีศักดิ์เป็นปู่ของบังนี พร้อมพรรคพวกรวม 10 คน เดินทางจากบ้านบางโทงมาลงรถที่บ้านนาสีทองแล้วเดินเท้าจากบ้านนาสีทองมุ่งหน้าสู่ป่าเขาด้วยความหวังจะสร้างสวนของตนเอง
พวกเขาผ่านการถูกขับไล่จากที่ดินจับจองที่คลองยางแดงและเขาล้อน จนกระทั่งมาถึงคลองลำแซง แม้จะเผชิญกับเจ้าของถิ่นเดิมอีกครั้ง แต่เมื่อได้สนทนากันกลับพบว่าเป็น “คนลุ่มน้ำอู่ตะเภาตอนล่าง” เหมือนกัน กลุ่มคนก่อนหน้าคือชาวบ้านควน (บ้านเหนือ) นามสกุลบิลลาเต๊ะ เมื่อรู้ว่าเป็นคนบ้านเดียวกัน ความขัดแย้งจึงกลายเป็นการแบ่งปันที่ทำกิน โดยในช่วงแรกเริ่มจากการปลูกข้าวไร่และยางพารา ก่อนจะเปลี่ยนมาปลูกผลไม้หลังเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ในปี 2531



สายสัมพันธ์ที่ตัดไม่ขาดและรอยแผลจากธรรมชาติ
แม้จะย้ายมาตั้งรกรากอยู่บนเชิงเขาบรรทัดมากว่า 20 หลังคาเรือน แต่สายใยระหว่างคลองลำแซงกับบางโทงยังคงเหนียวแน่น ในหมู่บ้านมี “บาลาย” (อาคารประกอบพิธีทางศาสนา) ไว้รวมตัวกัน แต่หากมีใครล่วงลับ ร่างของผู้นั้นจะถูกส่งกลับไปฝังที่กุโบร์ท่าช้าง ณ บ้านเกิดดั้งเดิมเสมอ วิถีชีวิตของคนกลุ่มนี้จึงเป็นการเชื่อมโยงระหว่าง
“ต้นน้ำ” และ “ปลายน้ำ” อย่างสมบูรณ์
อย่างไรก็ตาม ในความสงบงามนั้น เราได้เห็นร่องรอยของความโหดร้ายจากธรรมชาติ มวลน้ำมหาศาลเมื่อปลายเดือนพฤศจิกายน 2568 ที่สร้างความเสียหายแก่เศรษฐกิจหาดใหญ่และลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลารวมถึงหลายจังหวัดในภาคใต้ ก็ได้ทิ้งบาดแผลไว้ที่นี่เช่นกัน ต้นจำปาดะอายุกว่าร้อยปีถูกน้ำป่าพัดโค่น รวมถึงต้นไม้อื่นๆ สะพานขาด และดินถล่ม บังนีบอกเล่าว่า “อยู่ที่นี่มา 30 ปี ไม่เคยเห็นน้ำรุนแรงขนาดนี้มาก่อน”










ก่อนจากลา เราเดินสำรวจสวนทุเรียนบ้านที่มีชื่อเรียกตามลักษณะเด่นอย่าง “ขี้มิ้นทอง” (เนื้อเหลืองเหมือนขมิ้น) หรือชื่อที่สะท้อนการมีลูกดกลูกเยอะอย่าง “เศรษฐี” และ “ผ้าร้ายห่อทอง” พร้อมกับได้รับเมล็ดพันธุ์พริกขี้หนูติดมือกลับมา การมาเยือนคลองลำแซงครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงการมาหาปราชญ์ชาวบ้าน แต่คือการทำความเข้าใจว่า คนที่อยู่บนภูเขาสูงเหล่านี้ แท้จริงแล้วคือคนลุ่มน้ำอู่ตะเภาที่พกพาวัฒนธรรมและความรักในถิ่นฐานขึ้นมาดูแลป่าต้นน้ำ เพื่อให้สายน้ำยังคงไหลไปเลี้ยงพี่น้องของพวกเขาที่ปลายน้ำสืบต่อไป
เผยแพร่ครั้งแรกใน – https://www.facebook.com/share/p/14TNcyiSWAe/