เรื่องอลวนของ “เหนียวลาหวาก” หรือ “เหนียวลาวะ”

   

            “เหนียวลาหวาก” หรือ “เหนียวลาวะ” [1] ขนมหวานชนิดหนึ่งของคนแขก (มุสลิมซิงฆูรา)[2]บ้านควน ตำบลคูเต่า อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา บ้านของผู้เขียน ทำจากข้าวเหนียวหุงหรือนึ่งสุกรับประทานคู่กับน้ำราดซึ่งมีส่วนประกอบหลักคือน้ำกะทิ น้ำตาลทรายหรือน้ำตาลโตนด กวนรวมกับ สาคู ไข่เป็ดหรือไข่ไก่ ใส่หอมแดง เรียกว่า “น้ำลาหวาก” หรือ “น้ำลาวะ”

    ผู้คนบนคาบสมุทรสทิงพระจะเรียกว่า “เหนียวหละหวะ”(สมปราชญ์ อัมมะพันธุ, 2551)[3]แต่สำหรับบ้านหัวเขา[4] ตำบลหัวเขา อำเภอสิงหนคร จังหวัดสงขลา บ้านชุมพลชายทะเล ตำบลชุมพล อำเภอสทิงพระ จังหวัดสงขลาเรียกว่า “เหนียวลาวะ” และปรากฏว่าบางพื้นที่ก็เรียกสั้น ๆ เพียงคำว่า “ขนมหวาน” (สุธิวงศ์ พงศ์ไพบูลย์, 2542) [5] สารานุกรมวัฒนธรรมภาคใต้เล่ม ๒ ขยายความเพิ่มเติมว่า ถ้าส่วนประกอบของน้ำกะทินั้นไม่มีสาคู และไข่ ก็จะไม่เรียกว่า “เหนียวหละหวะ” แต่จะเรียกตามส่วนผสมหลักที่นำมาใส่ในน้ำกะทิ เช่นถ้าใช้ทุเรียนแทนเรียกว่า “เหนียวเรียน”  (สุธิวงศ์ พงศ์ไพบูลย์, 2542)[6] ส่วนที่รัฐยะโฮร์ของประเทศมาเลเซียมีขนมหวานที่น้ำราดทำจากกะทิ สาคู ไข่ ทุเรียน น้ำตาลทราย กวนรวมกันรับประทานกับข้าวเหนียวนึ่งสุกเรียกว่า “serawa durian” ( durian คือทุเรียน ) เช่นกัน[7] ซึ่งประเทศมาเลเซียมี “Serawa” หลายชนิด เช่น “Serawa pisang” (เซอราวา กล้วย), “Serawa Labu” (เซอราวา ฟักทอง) “Serawa Kuinin” (เซอราวา มะม่วงจิ้งหรีด) เป็นต้น

serawa durian ที่รัฐยะโฮร์ประเทศมาเลเซีย ที่มาภาพ : https://bit.ly/3uGPHqj

    

    และที่หมู่บ้านของมุสลิมซิงฆูราพลัดถิ่น ที่บ้านสงขลา ตำบลตลาด อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี ซึ่งเป็นลูกหลานของกลุ่มคนที่ถูกเทครัวไปจากเมืองสงขลาหัวเขาแดง (ซิงฆูรา) หลังเแพ้สงครามให้กับกองทัพของอยุธยาสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช[8] โดย “คุณครูสะอาด ร่าหมาน” อดีตข้าราชการครู นักประวัติศาสตร์ท้องถิ่นของบ้านสงขลาให้ข้อมูลว่า

            “…บ้านสงขลาเรียกว่า เหนียวลาวะ ทำด้วยกะทิ น้ำตาลทราย ไข่เป็ดหรือไข่ไก่ หัวหอม ตั้งไฟแล้วกวนให้เข้ากัน เเต่ไม่มีการใส่สาคูลงไป สันนิษฐานว่า ลาวะ น่าจะกร่อนมาจากคำว่า ลาวา หมายถึงสิ่งที่พุ่งออกมาจากภูเขาไฟเมื่อมันระเบิด อาจเป็นขนนมหวานที่เป็นของอินโดนีเซีย…”

วะนีเราะ เเม่ค้าขายขนมหวานของบ้านควน บางวันจะทำเหนียวลาหวากหรือเหนียวลาวะมาขายสลับกับขนมอื่นอื่น ๆ เช่น ขนมคอม หัวมันหน้าเทะ และขนมเม็ดข้าว  

   

    ทั้งนี้เมื่อสมัยที่ผู้เขียนศึกษาอยู่ที่จังหวัดปัตตานีนั้น พบว่าคนนายู (มลายูมุสลิมปตานี/ แกแจะนายูเป็นภาษาเเม่) ในพื้นที่ก็มีขนมหวานที่มีชื่อเรียกใกล้เคียงกับเหนียวลาหวากหรือเหนียวลาวะของพื้นที่ลุ่มทะเลสาบสงขลาเช่นเดียวกันเรียกว่า “ปูโละซาเวาะ” (ปูโละ คือข้าวเหนียว ซาเวาะคือชื่อของน้ำราด) น้ำราดนั้นถึงแม้ทำจากกะทิเหมือนกันแต่ไม่ใส่สาคู แต่จะใส่ขนุนลงไปแทน ทำให้มีกลิ่นหอมของขนุนเจือ ๆ อยู่ และผู้เขียนได้รับข้อมูลจากคุณซัมซีเยาะห์ ดาโอ๊ะมารียอ (มุสลิมนายู) ที่จังหวัดนราธิวาสให้ข้อมูลว่า

     “…สำหรับเหนียวลาหวาก(ลุ่มเลสาบสงขลา – ผู้เขียน) กับ ”ปูโล๊ะซราเวาะ” มีความคล้ายคลึงกันมาก แตกต่างเพียงส่วนประกอบที่เป็นเนื้อหนังเสริมในน้ำกะทิ … สำหรับปูโละซราเวาะทางริมฝั่งอ่าวไทยแถวเมืองมือนารอหรือนราธิวาส น้ำกะทิที่ใช้กินกับข้าวเหนียวจะผสมน้ำตาลแว่น ทำให้เป็นสีน้ำตาลอ่อน บางครั้งใส่ขนุนหรือจำปาดะแล้วแต่จะมี มีประสบการณ์ในการทำบ่อยครั้งจากสูตรคุณ​ยาย คือช่วงแรกที่คั้นกะทินั้น ให้ตอกไข่ 2-3 ฟองรวมกับมะพร้าวเลย แล้วคั้น เวลาขึ้นเตา น้ำกะทิจะสวยเป็นเม็ดไข่ฝอยเล็กๆ ลอยในน้ำกะทิ ดูแล้วน่ากิน.. สูตรดั้งเดิมที่นี่จะทุบตะไคร้​ใส่ในน้ำกะทิสักต้นหนึ่ง เพิ่มกลิ่นหอมไปอีก….“

    ผู้เขียนมีโอกาสได้พูดคุยกับ อาจารย์โรฮาณีย์ ปูเต๊ะ อาจารย์สาขาภาษามลายู ของมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ปัตตานี ถึงเมนูขนมหวานชนิดนี้ อาจารย์ให้ข้อมูลที่น่าสนใจว่า

             “…ในภาษามลายูกลางนั้นมีคำว่า Serawa (เซอราวา) หมายถึงขนมหวานที่ทำจากน้ำกะทิเป็นหลัก ในปัตตานีเรียกว่า “ซาเวาะ” จะนิยมใส่ขนุน จำปาดะ ทุเรียน หรือกล้วยน้ำว้า ไม่ตายตัวว่าต้องเป็นผลไม้ชนิดไหนขึ้นอยู่กับฤดูการของผลไม้แต่ไม่พบว่ามีการใช้สาคูลงไปด้วย ถ้าใช้สาคูจะเรียกว่า “บูโบ” (ขนมหวาน) เช่น บูโบสาคู บวดสาคูในภาษาไทยถิ่นใต้นั้นเอง…”

   ปูโละซาเวาะ ภาพจากหนังสือ เมนูปัตตานี เสน่ย์วัฒนธรรมปัตตานี สืบค้นจาก https://shorturl.asia/dr6zg

 ส่วนที่จังหวัดสตูล คุณอลงกรณ์ อำมาตย์นิติกุล ซึ่งยังใช้ภาษามลายูถิ่นสตูลในชีวิตประจำวัน ให้ข้อมูลว่า

          “…ที่บ้านของตน ตำบลฉลุง ตำบลเจ๊ะบิหลัง อำเภอเมือง มีขนมหวานที่ชื่อว่า “ปูโลดซาวา” ปูโลดหมายถึงข้าวเหนียว ซาวาคือน้ำราดทำจากกะทิ…” และคุณฟารีดา ปังเเลมาปุเลา มุสลิมที่ใช้ภาษาไทยถิ่นใต้เป็นภาษาเเม่ที่บ้านเกตรี ตำบลเกตรี อำเภอเมือง จังหวัดสตูลให้ข้อมูลว่า

           “…ที่บ้านเกตรีมีขนมหวานชื่อว่า ซาว่าทุเรียน หมายถึงน้ำแกงทำจากกะทิใส่สาคู ใส่ทุเรียนลงไปทานคู่กับข้าวเหนียวนึ่ง…คำโบราญของหวานทุกอย่างจะเรียกซาว่าหมด เช่น ซาว่ากล้วย (กล้วยบวชชี) ซาว่าคง ซาว่าหัวมัน ซาว่าเผือก ซาว่าทุเรียน…”

            ทั้งนี้มุสลิมมลายูเคอเดาะห์พลัดถิ่น(อูรังมลายู) ที่บ้านไสเจริญ ตำบลนาเคียน อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช เรียกขนมชนิดนี้ว่า “ปูโลดซาวอ” (ให้ข้อมูลโดยคุณอาอีฉ๊ะ ดารากัย) ท่านยังใช้ภาษามลายูเคอเดาะห์ในชีวิตประจำวัน

ซาว๋าทุเรียนที่บ้านเกตรี ตำบลเกตรี อำเภอเมือง จังหวัดสตูล ขอบคุณภาพจากคุณฟารีดา ปังเเลมาปุเลา 

   

    อย่างไรก็ดีพบว่าที่ภาคกลางของประเทศไทยก็มีขนมหวานที่มีชื่อว่า “สละหวะ” เช่นกัน แต่ไม่กินคู่กับข้าวเหนียว เป็นขนมหวานของชาวมุสลิมบางกอกน้อย นำเสนออยู่ในหนังสืออาหารในสำรับมุสลิมบางกอกน้อย เรียบเรียงโดย ศ. เกียรติคุณ ดร. กุสุมา รักษมณี โดยระบุข้อมูลว่า

          “…ถ้าจะล้างปากกันด้วยขนมหวานจับใจก็ต้องเป็นสละหวะ ขนมชื่อแปลกนี้ปรากฏอยู่ในเสภาเรื่องขุนช้างขุนแผน สำนวนครูแจ้ง ตอนที่พลายชุมพลเปิดสำรับขนมว่า…”เอาไข่ไก่ทำไข่ “สละวะ” หวาน”(อ้างจากตำราแม่ครัวหัวป่าก์ เล่ม ๓ : ๑๑๖) สละหวะเป็นขนมหวานที่ทำง่ายทำกันบ่อย ๆ ใช้กล้วยไข่หรือกล้วยน้ำว้าสุกฝานเป็นแว่น ๆ ลงในน้ำกะทิที่ละลายน้ำตาลมะพร้าว ตั้งไฟให้สุกแล้วใส่ไข่ที่ตีให้เข้ากัน อาจใส่ขนุนหั่น ๆ เป็นเส้น ๆ ลงไปด้วยก็ได้ (วิธีทำกุศลศรี ตอเล็บ)…”[9]

          และสุนิติ จุฑามาศ นักวิชาการของศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร ให้ข้อมูลว่า

    “…ที่หมู่บ้านบังชุมชนมัสยิดยะวา กรุงเทพ มีขนมหวานที่เรียกว่า “ซาลาเวาะ” ทำจาก กล้วย กะทิ น้ำตาล ไข่และไม่กินกับข้าวเหนียว…ในหมู่บ้านมีคนเชื้อสายยะวากับคนเชื้อสายมลายู… คนเชื้อสายยะวา รู้สึกว่าจะไม่ค่อยเห็นทำกันนะครับ อาจจะมีแต่ไม่เคยเห็น แต่ถ้าบ้านมลายูแบบบังมีครับ…”

สละวะ ของมุสลิมบางกอกน้อย ที่มา : ศ.เกียรติคุณ ดร.กุสุมา รักษมณี.อาหารในสำรับมุสลิมบางกอกน้อย (ฉบับปรับปรุงเพิ่มเติม).สละหวะ. ( หน้า ๑๒๘ )

ลาหวาก ลาวะ หละหวะ ละหวะ ซาเวาะ ซราเวาะ ซาวา ซาว่า ซาวอ สละหวะ ซาลาเวาะ ร่วมราก Serawa ในภาษามลายูกลาง

   

    “ลาหวาก” “ลาวะ” “หละหวะ” “ละหวะ” คำเรียกที่ใช้กันในกลุ่มผู้พูดภาษาไทยถิ่นใต้ของลุ่มทะเลสาบสงขลาและที่เมืองไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี กับ “สละหวะ” คำเรียกของมุสลิมที่ใช้ภาษาไทยกลางบ้านบางกอกน้อย “ซาลาเวาะ” คำเรียกของมุสลิมมลายูชุมชนยะวา และ “สละวะ” ในเสภาเรื่องขุนช้างขุนแผนสำนวนครูแจ้ง ผู้เขียนสันนิษฐานว่าเป็นคำที่กร่อนมาจากคำในภาษามลายูกลางว่า “Serawa” เพราะพจนานุกรมภาษามาเลย์ให้ข้อมูลว่า Serawa คือข้าวเหนียวนึ่งสุกรับประทานกับน้ำกะทิและน้ำตาล[10] ซึ่งมลายูถิ่นปตานีใช้ว่า “ซาเวาะ” หรือ “ซราเวาะ” และมลายูสตูลใช้คำว่า “ซาวา” หรือ “ซาว่า” ส่วนมลายูเคอเดาะห์เรียกว่า “ซาวอ”

            ทั้งนี้คุณอะบู อิสรอฟีล อัลฟะฏอนีย์ ผู้รู้ด้านภาษามลายูให้ข้อสังเกตว่า

…คำว่า Serawa” ในภาษามลายูน่าจะไม่ใช่มลายูแท้ น่าจะยืมมาจากสันสกฤต “สราวะ” Srāva (स्राव) และภาษาในชมพูทวีป ที่แปลว่า น้ำหวานที่หยด ไหล ออกมาจากต้นไม้ เช่น ต้นตาล ต้นมะพร้าว ฯลฯ หรือน้ำกะทิที่คั้นมาจากมะพร้าว…”

    ดังนั้นในกรณีการเรียกของกลุ่มคนที่ใช้ภาษาไทยถิ่นใต้ ลาหวาก ลาวะ หละหวะ ละหวะ กับคำเรียกในภาษาไทยภาคกลาง สละหวะ สละวะ และคำเรียกของมลายูกลุ่มต่างๆ อาจรับคำนี้มาจากภาษาสันสกฤตโดยตรงเหมือนกันก็เป็นไปได้เช่นเดียวกัน

เหนียวลาวะหรือเหนียวลาหวากมุสลิมบ้านควน ตำบลคูเต่า อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลาบ้านเกิดของผู้เขียน

น้ำลาหวากหรือน้ำลาวะกินกับอะไรได้บ้าง

    โดยทั่วไปกินกับข้าวเหนียวดังที่ได้กล่าวไปแล้วพบว่า ”ข้าวสังหยดใหม่” ก็สามารถรับประทานได้เช่นกัน ซึ่งครูไพฑูรย์ ศิริรักษ์ได้เขียนนำเสนอไว้ว่าบนคาบสมุทรสทิงพระกินกันบทความชิ้นนี้เรียกว่า “น้ำละหวะ” (ไพฑูรย์ ศิริรักษ์ : ๒๕๕๓)[11] และที่บ้านชุมพลชายทะเลนอกจากกินกับข้าวเหนียวแล้วจะใช้รับประทานกับขนมครกอีกด้วยเรียกว่า “ขนมครกน้ำแกง” คุณอาอีฉ๊ะ วงศ์อุทัย เจ้าของสูตรขนมนี้ให้ข้อมูลว่า

    “…ขนมครกที่ใช้รับประทานกับน้ำแกงลาวะจะเป็นขนมครกที่ไม่มีส่วนผสมของกะทิ…น้ำลาวะใช้กะทิ ไข่ น้ำตาล หัวหอม ไม่ใส่สาคู…” หากท่านใดอยากลิ้มลองก็เชิญชวนให้ไปชิมกันได้ที่บ้านชุมพลชายทะเล แต่จะมีให้ทานเฉพาะฤดูร้อนช่วงเดือนมีนาคม ถึงเมษายนเท่านั้น และจากที่ผู้เขียนสืบค้นข้อมูลดูในอินเตอร์เน็ตพบว่าที่ประเทศมาเลเซียก็มีขนมครกหรือเรียกว่า “Serabai” ที่กินกับน้ำแกงเช่นเดียวกัน น้ำแกงทำจากกะทิน้ำตาล ทุเรียนเรียกว่า “serawa durian”

    และซกีน๊ะห์ บิลล่าเต๊ะ ให้ข้อมูลว่า สมัยตอนเด็ก ๆ คุณย่าของตนอาศัยอยู่ที่บ้านด่าน ตำบลเกาะเพชร อำเภอหัวไทร จังหวัดนครศรีธรรมราช จะทำให้กินเมื่อข้าวเหนียวหมดก็จะกินกับ “ข้าวเย็น” ข้าวเย็นในที่นี้คือ ข้าวเจ้าที่หุงแล้วกินไม่หมดเหลือติดหม้อ ทั้งนี้กัลยาณมิตรท่านหนึ่งของผู้เขียนผู้ไม่ประสงค์ออกนาม เป็นคนไทย(นับถือพุทธ) อาศัยอยู่ที่อำเภอตะโหมด จังหวัดพัทลุงให้ข้อมูลว่า ที่บ้านของเขาเมื่อทำแกงกะทิมักจะแบ่งกะทิไว้ส่วนหนึ่งสำหรับทำเป็นน้ำแกงขนมหวาน ใช้กะทิกวนกับน้ำตาลใส่ไข่เป็ดหรือไข่ไก่แต่ไม่มีชื่อเรียกถ้ากินกับข้าวเหนียวเรียก “เหนียวราด” และสามารถกินกับข้าวเจ้าที่หุงสุกกินได้ทั้งข้าวที่ยังร้อนหรือเย็นก็ได้ ข้าวพันธุ์อะไรก็ได้กินได้หมด

“ออกปาก” เลี้ยงเหนียวลาหวากหรือเหนียวลาวะ

              เหนียวลาหวากหรือเหนียวลาวะในหมู่บ้านของผู้เขียนนั้นพบว่าปัจจุบันนาน ๆ ครั้งจะมีคนในหมู่บ้านทำมาขาย บางครอบครัวก็ยังคงทำรับประทานกันภายในครัวเรือนบ้าง แต่เมื่อสืบค้นสอบถามญาติผู้ใหญ่หลาย ๆ ท่านพบว่าในอดีตนั้นเหนียวลาหวากหรือเหนียวลาวะเป็นขนมที่ใช้เลี้ยงตอบแทนเพื่อนบ้านที่มาช่วยเหลือกัน กล่าวคือเมื่อมีกิจกรรมที่ต้องอาศัยแรงคนจำนวนมากในหมู่บ้านมาช่วย เช่น หามเริน (ย้ายบ้าน) ยกร่องอ้อย ยกเสาเอก เก็บข้าว ฯลฯ เรียกว่า ออกปาก ก็จะทำเหนียวลาหวากเลี้ยงกัน

               เมื่อสอบถามว่าเหตุใดจึงเลือกเลี้ยงด้วยขนมนี้ ญาติ ๆ ให้ข้อมูลว่าเพราะเป็นเมนูขนมหวานที่เราสามารถหาวัตถุดิบได้ง่ายภายในครัวเรือนหรือหมู่บ้านของเรารวมทั้งมีขั้นตอนการทำที่ไม่ยุ่งยากมากนัก ข้าวเหนียวยังทำให้อิ่มท้อง ส่วนน้ำลาหวากหรือน้ำลาวะนั้นมีความหวานทำให้เป็นแรง ส่งผลให้มีกำลังเยอะขึ้น รับประทานแล้วหายเหนื่อยได้

การทำพิธีนูหรี (ทำบุญ) ยกเสาเอก ที่หมู่บ้านของผู้เขียนบ้านควน หลังจากทำพิธีเสร็จจะมีการเลี้ยงเหนียวลาหวากหรือเหนียวลาวะ อันเป็นจารีตประเพณีท้องถิ่นที่สืบทอดกันมา ปัจจุบันจารีตนี้อยู่ในสภาวะที่กำลังใกล้จะสูญหายไปจากหมู่บ้าน

สูตรการทำ

             สำหรับสูตรและวิธีการทำนี้ ผู้เขียนสอบถามจากญาติผู้ใหญ่ซึ่งปัจจุบันยังคงทำรับประทานกันในครอบครัวบ้างเป็นบ้างครั้ง โดยมีส่วนผสมดังนี้ ข้าวเหนียว น้ำกะทิ สาคู ไข่เป็ดหรือไข่ไก่แล้วแต่ความชอบ เกลือ น้ำตาลทราย หัวหอม

            มีวิธีการทำดังนี้ เริ่มจากนำข้าวเหนียวแช่น้ำประมาณ ๓ ชั่วโมง แล้วนำมานึ่งโดยมีเคล็ดลับว่าขณะที่นำข้าวเหนียวใส่ลังถึง (รางครึ่ง) จะต้องไม่มีการไปยัดข้าวเหนียวให้แน่นเพราะจะนำให้นึ่งไม่สุก เมื่อนึ่งสุกเป็นอันได้ข้าวเหนียวพร้อมรับประทาน ดั้งเดิมจะใช้การหุงข้าวเหนียวเหมือนกับหุงข้าวเจ้า ส่วนน้ำลาหวากเริ่มจากน้ำกะทิตั้งไฟให้กะทิพอแตกมันใส่น้ำตาลทราย เกลือ สาคู หอมแดง และไข่ลงไปโดยไข่จะต้องกวนให้ไข่แดงกับไข่ขาวผสมกันก่อน ใส่หอมแดง หลังจากนั้นกวนให้เข้ากันเป็นอันเสร็จ รับประทานคู่กับข้าวเหนียวนึ่งสุกได้เลย สำหรับข้าวเหนียวนั้นจะทานกับข้าวเหนียวขาวหรือข้าวเหนียวดำก็ได้ทั้งนั้นขึ้นอยู่กับความชอบสำหรับผู้เขียนจะชอบข้าวเหนียวขาวมากกว่าข้าวเหนียวดำ

สรุป

             จากข้อมูลที่ยกมานำเสนอจะเห็นได้ว่าเหนียวลาหวากหรือเหนียวลาวะมีชื่อเรียกต่างกันไปในแต่ละภาษา สำเนียงของผู้คนแต่ละพื้นที่ แต่มีความเป็นไปได้ว่าเป็นขนมร่วมรากกันของผู้คนบนคาบสมุทรไทย – มลายู หากพิจารณาจากชื่อเรียกผู้เขียนสันนิษฐานว่าเป็นขนมในวัฒนธรรมลายูหรือชาวมลายูเป็นผู้รังสรรค์คิดค้นขึ้น ในแง่ภาษาก็มีรากมาจากคำสันสกฤต ซึ่งเป็นเรื่องปกติเพราะภาษามลายูทุกวันนี้มีคำที่รับมาจากสันสกฤตที่ยังใช้อยู่มากมาย

              สำหรับชาวมุสลิมซิงฆูราพลัดถิ่นที่บ้านสงขลาซึ่งถูกเทครัวไปจากสงขลาเมื่อปีพ.ศ. ๒๒๒๓ มีขนมชนิดนี้ด้วย และเป็นไปได้ว่าขนมชนิดนี้ถูกนำไปจากสงขลาตั้งแต่ยุคนั้นเพราะยังเรียกว่า “ลาวะ” เหมือนกับมุสลิมในลุ่มทะเลสาบซึ่งแตกต่างจากการเรียกของคนมลายูกลุ่มอื่นอีกทั้งแตกต่างจากการเรียกของคนไทยบนคาบสมุทรสทิงพระที่เรียกว่า “หละหวะ” หรือ “ละหวะ” หากเป็นเช่นนี้ก็เท่ากับว่าเหนียวลาหวากหรือเหนียวลาวะในบริบทสงขลานั้นมีมาแล้วตั้งแต่ยุคสุลต่านสุลัยมาน ชาห์ สมัยอยุธยา เพราะทั้งบ้านควน บ้านหัวเขา บ้านชุมพลชายทะเล ซึ่งเป็นมุสลิมที่มีวัฒนธรรมเดียวกับมุสลิมบ้านสงขลาที่ยังอยู่ในพื้นที่ก็เรียกด้วยคำเดียวกันว่า “เหนียวลาวะ” ผู้เขียนได้รับข้อมูลเพิ่มเติมจากปลัดมัชฌิมา จำปา เป็นคนไทยอาศัยอยู่ที่ตำบลปากหมาก อำเภอไชยาระบุว่า เหนียวลาวะไม่เคยพบว่าคนไทยในไชยาจะทำกินกัน และเป็นที่น่าสังเกตอีกว่าสำหรับมุสลิมบางกอกน้อยนั้นก็มีเรื่องเล่าของชุมชนว่าเป็นลูกหลานของเชลยที่ถูกเทครัวไปจากยุคสุลต่านสุลัยมาน ชาห์ ซึ่งปรากฏการมีขนมหวานชนิดนี้เช่นกัน(สำราญ ผลดี,2561)[12]

หมายเหตุ : บทความชิ้นนี้ปรับปรุงจากบทความเรื่อง เรื่องอลวนของเหนียวลาหวากหรือเหนียวลาวะ เผยเเพร่ครั้งเเรกใน www.kidyang.com  (บทความออนไลน์) สืบค้นได้ใน https://citly.me/GZJ2F

ขอขอบคุณ

อาจารย์โรฮาณีย์ ปูเต๊ะ อาจารย์สาขาภาษามลายู ของมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ปัตตานี

คุณครูสะอาด ร่าหมาน ชาวบ้านสงขลา ที่อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎธานี

คุณสุกัญยา บิลใบ ผู้บอกสูตรตำรับเหนียวลาหวากของคนแขกบ้านควน ตำบลคูเต่า อำเภอ หาดใหญ่ จังหวัดสงขลา

คุณสุรเชษฐ์ แก้วสกุล

ห้องสมุด The Library At Nakorn

คุณธีร์ธนิน ตุกังหัน

อาจารย์ ดร.เอกลักษณ์ รัตนโชติ

คุณยุทธนา จิตต์โต๊ะหลำ

คุณฟารีดา ปังเเลมาปุเลา

คุณอลงกรณ์ อำมาตย์นิติกุล

คุณอาอีฉ๊ะ วงษ์อุทัย

คุณอาอีฉ๊ะ ดารากัย

คุณสุนิติ จุฆามาศ

คุณอะบู อิสรอฟีล อัลฟะฏอนีย์

คุณมัชฌิมา จำปา

และซกีน๊ะห์ บิลล่าเต๊ะ

ที่มา

[1] สำหรับบ้านควนนั้นปัจจุบันพบว่าจะเรียกทั้งสองชื่อแต่จากการสอบถามผู้สูงอายุในชุมชนหลาย ๆ ท่านต่างให้ข้อมูลว่า ลาวะเป็นคำเรียกที่ดั้งเดิมกว่า ลาหวาก

[2] คนแขกเป็นคำเรียกตนเองของมุสลิมลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลาซึ่งใช้ภาษาไทยถิ่นใต้เป็นภาษาแม่ มีวิถีชีวิตที่มีวัฒนธรรมผสมผสานทั้งความเป็นไทยปักษ์ใต้ วัฒนธรรมมลายูและชวาและคำว่า ซิงฆูรา ยึดตามจารึกที่อยู่บนปืนใหญ่ ของสุลต่านสุลัยมาน ชาห์ ปัจจุบันอยู่ที่ประเทศอังกฤษ

[3] สมปราชญ์ อัมมะพันธุ. (2561). แหลงใต้ 19. วารสารรูสิมีแล, ปีที่29 (ฉบับที่2) ,หน้า 58.

[4] สัมภาษณ์คุณยุทธนา จิตต์โต๊ะหลำ ประธานชุมชนบ้านนอก (บ้านหัวเขา) สำหรับบ้านหัวเขานั้นเป็นชุมชนที่สืบทอดผู้คนมาจากยุคสุลต่านสุลัยมาน ชาห์ ดังปรากฏหลักฐานชั้นต้นแผนที่เดอลามาร์ ที่วาดขึ้นหลังเมืองสุลต่านแพ้อยุธยาเพียง 7 ปี มีการระบุบ้านเรือนอยู่ในแผนที่ฉบับนี้บริเวณบ้านหัวเขาอย่างชัดเจน สำหรับที่บ้านหัวเขาเรียกว่า เหนียวลาวะ ข้าวเหนียวนึ่งสุกทานกับน้ำราดทำจากกะทิ น้ำตาลทราย ไข่ไก่หรือไข่เป็ดและสาคูกวนให้เข้ากัน

[5] สุธิวงศ์ พงศ์ไพบูลย์.(2542). ข้าวเหนียว:กรรมวิธีการปรุง. สุธิวงศ์ พงษ์ไพบูลย์(บรรณาธิการ) ,สารานุกรมวัฒนธรรมไทยถิ่นใต้ เล่มที่ 2 (หน้า 723).

[6] สุธิวงศ์ พงศ์ไพบูลย์.(2562). ข้าวเหนียว:กรรมวิธีการปรุง. สุธิวงศ์ พงษ์ไพบูลย์(บรรณาธิการ) ,สารานุกรมวัฒนธรรมไทยถิ่นใต้ เล่มที่ 2 (หน้า 723).

[7] Serawa Durian สืบค้นได้จาก : https://bit.ly/3iNgBXt

[8] …มีแขกมลายู ชื่อ มะระหุมปะแก อพยพครัวและพรรคพวกมาจากบ้านหัวเขาแดง ปากน้ำเมืองสงขลา มาตั้งบ้านเรือนอยู่ที่ทุ่ง โฉลก ท้องที่อำเภอพุนพิน ซึ่งในเวลานี้เรียกนามว่า บ้านหัววัง ตั้งทำมาหาเลี้ยงชีพอยู่ สืบมาจนกระทั่งเจ้าเมืองไชยาว่างลง จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มะระหุมปะแกเป็นเจ้าเมืองไชยา” ดูใน ตำนานเมืองไชยาเก่า อ้างจาก – พระยาวิชิตภักดี (บุญชู) กับหัวเลี้ยวหัวต่อทางประวัติศาสตร์เมื่อครั้งแผ่นดินกรุงธนฯ ถึงต้นแผ่นดินกรุงเทพฯ

[9] กุสุมา รักษมณี. อาหารในสำรับมุสลิมบางกอกน้อย (ฉบับปรับปรุงเพิ่มเติม). สละหวะ. (หน้า 128).

[10] Serawa. Kamus Bahasa malayu. สืบค้นได้จาก : https://bit.ly/2VPwYdC

[11] ไพฑูรย์ ครูฑูรย์ ศิริรักษ์. ที่ไปที่มาของ “ข้าวสังหยด.สืบค้นได้จาก : https://bit.ly/3sqtDxh

[12] สำราญ ผลดี,(2561) มุสลิมบางกอกน้อย : พัฒนาการทางประวัติศาสตร์ อัตลักษณ์ ภูมิปัญญา และวิถีวัฒนธรรม(หน้า320)

สามารถ สาเร็ม

คนแขกลุ่มทะเลสาบ ที่ชอบตามหาของแปลก ๆ ตามตลาดนัด

ใส่ความเห็น