
เมื่อวานหลังจากเสร็จสิ้นภารกิจช่วงกลางคืน น้องบ่าวธีรเทพ จิตต์หลัง พาไปที่ร้านโกปีป๋อง ผมนู้สึกง่วงนอนมาก แต่ก็ต้องตื่นตัวอีกครั้งเมื่อได้ลิ้มลองเมนูที่ชื่อว่า ว่า “มาม่าคาลั่วต้มยำ” เมนูนี้ใช้บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปของมาเลเซียยี่ห้อ Vitsซองสีเหลือง ซึ่งพี่น้องปากบาราเรียกันว่า มาม่ามาเลย์ ที่บ้านผม(บ้านควนสงขลา) เรียกว่า “มาม่าปาดัง” เพราะซื้อมาจากปาดังที่อำเภอสะเดา ทำง่ายๆ นำมาม่าVits ต้มกับน้ำร้อน ปรุงรสเพิ่มด้วยน้ำมะนาว ใส่พริกสดซอย หอมแดงซอย เพิ่มกุ้ง ไก่ ปูอัดและ ผักกวางตุ้ง ทางร้านจัดจานได้อย่างสวยงามชวนชิม
ที่มาและความหมายของ “คาลั่ว”
ขณะที่รับประทาน บังพิศาล สะออละ เจ้าของร้านเล่าเรื่องราวที่มาของเมนู เหมือนกำลังทานแบบเชฟเทเบิลเลยที่เดียว คำว่า “คาลั่ว” แปลว่า “มั่ว” (การผสมผสานหลายอย่าง) “…สมัยเรียนปอเนาะ มีมาม่า(บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป) ก็จะนำมาต้มในน้ำปริมาณมาก ๆ แล้ว ใครมีวัตถุดิบอะไรก็จะนำมารวม ๆ ใส่ลงไป ต้มรวมกันแล้วล้อมวงกินด้วยกัน จึงเรียกเมนูนี้ว่า “มาม่าคาลั่ว”

น้องธีรเทพ จิตต์หลัง เล่าเสริมว่า คนสตูลยังใช้คำนี้ว่า “คาลั่ว” เป็นคำแสลงสำหรับเรียก เด็กที่ไม่ค่อยรู้หวัน (ไม่ค่อยรู้เรื่อง หรือไม่ค่อยเอาไหน)…อยู่คาลั่วเด็กนี้… ฟังเเล้วผมนึกขึ้นได้ว่าที่บ้านควนมีคำว่า “ลัวลัว” ซึ่งหมายถึง คนที่พูดเร็ว ๆ จนฟังไม่ค่อยได้ศัพท์ (แหลงลัวลัว) ไม่รู้มีที่มาทางภาษาร่วมรากกันไหม (?)
“มาม่าคาลั่วต้มยำ “ จึงเป็นมากกว่าแค่บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป แต่เป็นอาหารที่มี เรื่องราว (สตอรี่) และมีรากฐานมาจากชีวิตประจำวันและการรวมกลุ่มในอดีต ซึ่งปัจจุบันได้ถูกนำมาสร้างสรรค์เป็นเมนูประจำร้านโปปี ป๋อง ที่ได้รับความนิยมในกลุ่มวัยรุ่นที่ต้องการอาหารร้อน ๆ ซดคล่องคอในช่วงกลางคืน

น้องบ่าวธีรเทพ จิตต์หลัง คนทางซ้าย บังพิศาล สะออละ คนทางขวา