จากราชบุรีถึงสงขลา : การเดินทางของวัตถุดิบไทยวน สู่เมนู “คนแขกสงขลา”

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสไปเยือนจังหวัดราชบุรีเป็นครั้งแรก เพื่อเข้าร่วมการอบรมหลักสูตรผู้นำทักษะวัฒนธรรมรุ่น 3 โมดูล 5 ที่จัดโดยศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) หรือ ศมส. หลักสูตรนี้เน้นการเรียนรู้เครื่องมือ 7 ชิ้นสำหรับการศึกษาชุมชนอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่ทฤษฎีในห้องเรียน การฝึกปฏิบัติในพื้นที่จริง จนถึงการนำเสนอข้อมูลของชุมชนที่เราได้ลงสำรวจ

ช่วงแรกของการอบรม เราได้เรียนรู้เรื่องราวของจังหวัดราชบุรีผ่านนิทรรศการที่น่าสนใจในพิพิธภัณฑ์สามแห่ง ได้แก่ ณ สัทธา อุทยานไทย (ของเอกชน), พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติราชบุรี (ของรัฐ) และ จิปาถะภัณฑ์สถานบ้านคูบัว (ของน้องไทยวน) สิ่งที่ทั้งสามแห่งมีร่วมกันและเป็นหัวใจสำคัญของการนำเสนอคือการบอกเล่าเรื่องราวของกลุ่มคนหลากหลายชาติพันธุ์ที่เข้ามาตั้งถิ่นฐานในพื้นที่แห่งนี้ ทั้ง ชาวไทยเชื้อสายจีน, ชาวไทยภาคกลางพื้นถิ่น, ไททรงดำ (ลาวโซ่ง), ไทยวน, มอญ, กะเหรี่ยง(โปว์), ลาวเวียง และ เขมรลาวเดิม ซึ่งบางกลุ่มอพยพมาเพราะผลของสงคราม หรือมาด้วยการเทครัว ทำให้ราชบุรีเป็นจังหวัดที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรมอย่างแท้จริง

การลงพื้นที่ครั้งนี้ เราได้ไปทำความรู้จักกับพี่น้องชาวไทยวนที่บ้านหนองไร่ ตำบลทุ่งหลวง อำเภอปากท่อ ซึ่งถูกเทครัวมาจากเชียงแสนตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 1 ชาวบ้านที่นี่ส่วนใหญ่ยังคงยึดอาชีพทำนาและทำไร่ โดยใช้ระบบน้ำบาดาลเป็นหลัก ซึ่งบ่อน้ำแบบดั้งเดิมเพียงแค่ขุดลึก 6 เมตรก็เจอน้ำแล้ว พวกเขาปลูกพืชผักหลากหลายชนิดที่หมุนเวียนเก็บขายได้ตลอดปี เช่น ถั่ว, แตงร้าน, พริกชนิดต่างๆ (พริกขี้หนู, พริกหนุ่ม), น้ำเต้า,มะระ, ต้นแค และกล้วยน้ำว้า  นอกจากนี้ยังมีพืชเศรษฐกิจใหม่ๆ อย่างกระเจี๊ยบเขียวที่ปลูกส่งออกไปขายยังมาเลเซียและสิงคโปร์อีกด้วย

ด้วยความมีน้ำใจอันล้นเหลือก่อนกลับ พี่น้องชาวไทยวนได้มอบพืชผักท้องถิ่นจำนวนมากให้กับคณะของเรา แต่เนื่องจากผมต้องเดินทางกลับในอีกวัน จึงเลือกมาเพียงบางส่วน ได้แก่ น้ำเต้า 2 ลูก, มะนาวแป้น 7 ลูก และพริกหนุ่มสุก 1 ดอก ที่ตั้งใจจะนำไปเพาะพันธุ์ต่อ

วันนี้จึงนำวัตถุดิบเหล่านี้มาทำอาหารแบบคนแขกสงขลาให้หายคิดถึงบ้าน โดยมีการปรับสูตรเล็กน้อยให้เข้ากับวัตถุดิบที่ได้มา

เมนูแรก : ต้มเทะน้ำเต้าใส่กุ้งสดและตังหน

เริ่มต้นด้วยการปอกเปลือกและหั่นน้ำเต้าเป็นชิ้นพอดีคำ ส่วนกุ้งก็ล้างและปอกเปลือกให้เรียบร้อย จากนั้นตำเครื่องต้มเทะซึ่งประกอบด้วยหอมแดง, กระเทียม, พริกไทย และกะปิ พอละเอียดก็พักไว้ ตั้งน้ำกะทิให้เดือดแล้วใส่น้ำเต้าลงไป รอจนเดือดอีกครั้งจึงใส่กุ้ง เมื่อกุ้งสุกก็ใส่เครื่องที่ตำไว้ ปรุงรสเพิ่มด้วยเกลือให้มีรสเค็มและได้ความหวานจากกุ้งเป็นหลัก ปิดท้ายด้วยการใส่วุ้นเส้น (ตังหน) ลงไปรอเดือดอีกครั้งก็พร้อมเสิร์ฟ โรยหน้าเพิ่มความสวยงามด้วยพริกหนุ่มสีแดงสด

เมนูที่สอง : น้ำชุบบีบ

เป็นน้ำพริกที่ทำง่ายๆ ด้วยการใช้มือบีบ นำเคย (กะปิกุ้ง) ที่ผ่านการย่างไฟให้หอมแล้ว มาบีบผสมกับหัวกะทิและน้ำตาลแว่นละลายเป็นเนื้อเดียวกัน จากนั้นซอยพริกหนุ่ม พริกดอกสน และหอมแดงลงไป บีบน้ำมะนาวแป้นลงไป บีบส่วนผสมทั้งหมดให้เข้ากัน แต่ไม่ต้องให้ละเอียดเป็นเนื้อเดียว ได้นำชุบบีบรสชาติเปรี้ยวน้ำจากมะนาวแป้นเค็มและหวานตาม

นอกจากนี้ยังมีกุ้งสดอีกส่วน ที่นำไปเสียบไม้ย่างกินกับน้ำชุบบีบทำให้มื้อนี้มีทั้งต้มเทะน้ำเต้า, น้ำชุบบีบ และ กุ้งย่าง รสชาติอร่อยลงตัวอย่างไม่น่าเชื่อ โดยเฉพาะพริกหนุ่มที่พี่น้องไทยวนนิยมนำมาปรุงอาหาร แต่แม่คำ (คุณยายในหมู่บ้าน) บอกว่าคนไทยวนบ้านหนองไร่จะไม่นิยมกินรสเผ็ดจัดจ้านเหมือนคนใต้ ทำให้ผมต้องปรับสูตรให้เข้ากับรสชาติที่คุ้นเคย นี่คือเรื่องราวสั้นๆ จากการไปเยือนราชบุรี ที่นอกจากจะได้ความรู้แล้ว ยังได้สัมผัสถึงความอบอุ่นและน้ำใจของชุมชนไทยวนบ้านหนองไร่ และได้ของฝากจากธรรมชาติที่นำมาสร้างสรรค์เป็นเมนูที่คุ้นเคยด้วยวัตถุดิบใหม่ๆ ที่ได้มา

#โครงการส่งเสริมศักยภาพผู้นำทักษะวัฒนธรรม #รุ่น3 #วัฒนธรรม #ทักษะ #ปฏิบัติการ #SAC #ศมส #ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร

เผยแพร่ครั้งแรกใน – https://www.facebook.com/share/p/19e8yA9sRE/

สามารถ สาเร็ม

คนแขกลุ่มทะเลสาบ ที่ชอบตามหาของแปลก ๆ ตามตลาดนัด

ใส่ความเห็น